ข้อเสนอพิเศษ ลองดู

Monday, 30 July 2012

แตงกวาดอง มามะ..มาดองกัน-วิธีทำสูตรง่ายๆ

หวัดดีค่ะ วันนี้จะมาชวนทำแตงกวาดองค่ะ

แตงกวาดอง หรือที่ฝรั่งเขาเรียกว่า pickle นั่นแหละค่ะ
เป็นของโปรดอย่างนึงของน้ำหวานเลยล่ะ คิดว่าหลาย ๆ คน
ก็น่าจะชอบเหมือนกัน

เอาไปใส่ในเบอร์เกอร์บ้าง แซนวิชบ้าง อืมมม....อร่อยดีนะ
หรือจะเอามาแทะเล่น ๆ ก็กลายเป็นของว่างได้เป็นอย่างดี
เลยล่ะ

ยิ่งช่วงก่อนมีประจำเดือนนะ เวลาอยากกินไรเปรี้ยว ๆ ก็คว้าแตงกวาดองนี่แหละค่ะมาแทะเล่น

จริง ๆ อ่ะ ซื้อแบบสำเร็จรูปกินเอาก็ได้หรอก ราคาไม่แพงเท่าไหร่...แต่ลองทำกินเองดูบ้่างจะเป็นไรไป....เนาะ

วันนี้น้ำหวานเลยจะเอาวิธีทำแตงกวาดองแบบง่าย ๆ มาฝากค่ะ

ง่ายมาก ๆ ค่ะ อร่อยด้วย ดองไม่กี่วันก็กินได้แล้ว ....ไปดองกันเลยจ้าาาาาาาาาาา......



นี่คือแตงกวาที่น้ำหวานจะใช้ค่ะ เค้าเรียกกันว่า pickling cucumber
แต่ถ้าไปตลาดจะเห็นเค้าเรียกกันว่า Kirby (แหม่...พูดถึง kirby แล้วอยากเล่นเกม)

หน้าตามันก็...เหมือนแตงกวานี่แหละค่ะ (เอ๊านังนี่!!...แล้วจะให้มันเหมือนฝรั่งเหรอ)
ผิวเค้าจะเขียวเข้มปี๋ แถมมีตะปุ่มตะป่ำเต็มไปหมด นิยมเอาไปดองกันค่ะ
กินสดก็ได้ค่ะ แต่ไม่ค่อยอร่อย...แหะ ๆ



น้ำหวานใช้ประมาณ 6 ลูกครึ่งค่ะ (ไม่ใช่ไรหรอก...ยัดไม่ลง...มันแน่นขวด 555)
เอาแตงกวาไปล้างน้ำเย็นให้สะอาด ล้างทีละลูกเลยนะคะ เสร็จแล้วพักไว้ค่ะ




หลายอาจสงสัยว่าไอ้หัวผักชีลาวเป็นยังไง
....มันคือไอ้นี่ค่ะ.... หัวอย่างใหญ่เลย....ถ้าไม่มีก็ไม่ต้องใส่นะคะ
ใช้แค่ 2 ชต. แล้วที่เหลือตูจะเอาไปทำอะไรละเนี่ย....ฮ่วย




ซอยก้านผักชีลาว กับหัวผักชีลาวให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ นะคะ




นี่คือเจ้าเม็ด mustard ค่ะ แต่อย่างที่บอกนะคะ ถ้าไม่มี...ไม่ต้องใส่ค่ะ!!
ให้ใช้ "ลูกผักชี" แทนนะคะ เผลอ ๆ หอมกว่าอีก หรือจะไม่ใส่เลยก็ได้ค่ะ




slice กระเทียมให้เป็นแผ่นบาง ๆ
จากนั้น ใส่ผักทุกอย่างที่หั่นไว้ รวมทั้งเม็ดมัสตาร์ดหนึ่งช้อนโต๊ะลงไปในโหลแก้วที่เตรียมไว้นะคะ



ไม่ต้องใส่เยอะนะคะ กะ ๆ ดูให้มันอยู่ที่้ก้น ๆ โหล



ยงแตงกวาที่ล้างแล้วลงไปในขวดค่ะ ใครชอบดองทั้งลูกก็ใส่ลงไปทั้งลูกเลยนะคะ
หรือใครชอบแบบเข้าเนื้อจัง ๆ ก็หั่นเป็นซีัก ๆ แล้วค่อยใีส่ลงไปก็ได้ค่ะ




อัดเข้าไปให้เต็มขวด แนะนำให้ใช้ขวดแก้วในการดองนะคะ
แต่ถ้าไม่มี หรือมีไม่ใหญ่พอ จะใช้กล่องพลาติกหนา ๆ ใส ๆ ดองก็ได้ค่ะ
เห็นตามร้านค้าเค้าดองใส่ถังพลาสติกใสอันเบ้อเร่อเลย
****ควรจะลวกโหลแก้วในน้ำร้อนประมาณ 15 นาที เพื่อเป็นการฆ่าเชื้อโรคก่อนนำมาใช้ค่ะ****



อ่ะ...ขั้นตอนสำคัญ น้ำดองค่ะ นำน้ำเปล่า น้ำส้มสายชู เกลือ ผสมกัน
นำไปตั้งไฟให้เดือดแค่พอปุด ๆ นะคะ จากนั้นปิดไฟค่ะ




เทน้ำดองลงไปในขวดให้ท่วมแตงกวา เทไปทั้งร้อน ๆ นั้นแหละค่ัะ ปิดฝาขวดให้สนิท
แล้ว "คว่ำ" ขวดลง ทิ้งไว้ 15 นาทีนะคะ เพื่อเป็นการไล่อากาศที่ปากขวดค่ะ




15 นาทีผ่านไป ก็ค่อยหงายขวดกลับขึ้นมาเหมือนเดิมนะคะเป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการดองค่ะ
.....จากนี้ไป....- ให้วางขวดแตงกวาดองไว้ที่อุณหภูมิห้องประมาณ 3-4 วัน อย่านานกว่านั้นไม่งั้นมันจะเปรี้ยวโดดค่ะ
- จากนั้นเก็บเข้าตู้เย็นตามปกติ ทิ้งไว้อีก 3-4 วัน ก็เอาออกมากินได้แล้วค่ะ



1 อาทิตย์ผ่านปายยยยยยยยยยยยย แตงกวาดองของไอ้น้ำหวานก็เปลี่ยนสี




สำหรับน้ำดองที่ไม่เปรี้ยวไม่เค็มเกินไปสไตล์ BLUE RIBBON ขอแนะนำให้ใช้ Dill Pickles Brine

- น้ำส้มสายชู 2 1/4 ถ้วย
- น้ำเปล่า 8 1/2 ถ้วย
- เกลือ 1/2 ถ้วย

นอกจาก ผักชีลาวสด, กระเทียม, ลูกผักชี และเมล็ดมัสตาร์ด ขอแนะนำให้ใช้พริกไทยดำ และ พริกแห้ง (ถ้าชอบเผ็ดนิดๆหน่อยๆ) ด้วยลองดูอร่อยแน่นอน


....ผ่างงงงงงงงงงงงงงง.....เอามาชิมก่อนก็ครึ่งนึง สีไม่ค่อยเหลืองเท่าไหร่เลยเนาะ




งั่บบบบบ!!!!.....ตาอ้วนของน้ำหวานไม่รอช้า พอคว้าได้ พี่แกกัดทันที

.....ปรากฏว่าอร่อยค่ะ ....!!! เย้ มีกำลังใจดองรุ่นต่อไปแล้วเรา อิ ๆ
ขอบคุณทุกคนที่แวะเข้ามานะคะ




ที่บ้านทำตั้งเยอะค่ะ แต่ทำแบบสไลด์นะคะ ได้กินไปไม่เยอะเท่าไร คุณสีมา เททิ้งค่ะ
แบบว่า...เค้าบอกว่า มันเสีย เพราะอากาศร้อน เสียดายมาก เพราะทำตั้งเยอะค่ะ










read more

Saturday, 28 July 2012

การผลิตขนมจีนกึ่งสำเร็จรูป-เทคโนโลยีการผลิต

เนื่องจากขนมจีนเป็นอาหารที่มีอายุการเก็บรักษาสั้นเพียง 1-2 วัน จึงไม่สามารถเก็บรักษาและส่งจำหน่ายไปยังพื้นที่ห่างไกลหรือส่งออกไปต่างประเทศได้ จึงมีการคิดที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ขนมจีนแห้งกึ่งสำเร็จรูป เพื่อช่วยถนอมรักษาผลิตภัณฑ์ให้สามารถเก็บได้นาน มีน้ำหนักเบาและสะดวกในการขนส่ง และเก็บเป็นเสบียงในการเดินทางไกลหรือส่งออกไปต่างประเทศ เพื่อให้คนไทยในต่างแดนและชาวต่างชาติที่ชอบอาหารไทยสามารถรับประทานเส้นขนมจีนแท้ร่วมกับน้ำยา 

โดยการต้มในน้ำเดือดประมาณ 8-10 นาที ซึ่งจะช่วยให้ผู้บริโภคมีความสะดวกที่จะรับประทานขนมจีนที่ถูกสุขอนามัยและปลอดภัยได้ตลอด และเพื่อให้ได้การยอมรับจากผู้บริโภค จึงได้มีการออกแบบบรรจุภัณฑ์สำหรับเส้นขนมจีนแห้งและน้ำยาผงในซองเดียวกัน ซึ่งมีการจดสิทธิบัตรกรรมวิธีผลิตเส้นขนมจีนกึ่งสำเร็จรูปไว้กับกรมทรัพย์สินทางปัญญาแล้วเมื่อเดือนตุลาคม 2544








จากการทดลองผลิตเส้นขนมจีนสดด้วยกรรมวิธีแบบดั้งเดิมที่มีปัญหาในการแยกเส้นไม่ให้ติดกันและด้านคุณภาพของเส้น จึงทำให้มีการคิดกรรมวิธีใหม่ในการผลิตเส้นขนมจีนอบแห้งจากข้าวเจ้าไทยแท้ โดยเริ่มจากการอบแห้งพันธุ์ข้าวไทยแท้ที่มีปริมาณอะมิโลส สูงกว่า 25 เปอร์เซ็นต์ จากนั้นทำความสะอาดปลายข้าวเจ้า แช่และหมักข้าวประมาณ 3-4 วัน แล้วบดข้าวพร้อมน้ำจนได้น้ำแป้งและน้ำในปริมาณที่เหมาะสม แล้วนึ่งแป้งให้สุกซึ่งใช้ปริมาณน้ำในการนึ่งแป้งให้สุกประมาณ 20-25 เปอร์เซ็นต์ ของน้ำหนักแป้งชื้น แล้วนำแป้งมานวดขึ้นรูปเส้นขนมจีนแบบเส้นตรงหรือก้อนสี่เหลี่ยม

สำหรับสภาวะที่เหมาะสมในการทำแห้งเส้นขนมจีนอยู่ที่อุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส นาน 30 นาที แล้วอบแห้งที่อุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส นาน 1 ชั่วโมง สำหรับการบริโภคเส้นขนมจีนชนิดเส้นตรงนั้นจะต้องมีการคืนรูปโดยการแช่ขนมจีนในน้ำ 5 นาที แล้วต้มในน้ำเดือดนาน 8 นาที โดยไม่ต้องแช่น้ำ

ส่วนขนมจีนชนิดก้อนสี่เหลี่ยมจะแช่ในน้ำ 5 นาที แล้วต้มในน้ำเดือดนาน 10 นาที จากนั้นก็ใส่น้ำยาผง ซึ่งมีทั้งน้ำยาปลาช่อน น้ำยาปักษ์ใต้ น้ำยาเจและน้ำพริก ให้ผู้บริโภคได้เลือกรับประทานตามใจชอบในซองบรรจุภัณฑ์เดียวกัน โดยจำหน่ายขนมจีนอบแห้งสำเร็จรูปในราคาซองละ 15 บาท

จากการทำขนมจีนอบแห้งแบบกึ่งสำเร็จรูปที่ทำจากแป้งข้าวเจ้าพรีเจลาติไนซ์ผสมกับแป้งข้าวเจ้าและน้ำในอัตราส่วน 15 :85 :140 โดยใช้วิธีทำแห้ง 2 วิธีคือ

การอบแห้งในตู้อบแบบถาด (ได้เส้นขนมจีนค่อนข้างแข็ง สีเหลืองนวล) และการใช้วิธีแช่แข็ง-คืนรูปแล้วจึงอบแห้งในตู้อบแบบถาด(ได้เส้นขนมจีนค่อนข้างเปราะ สีขาวขุ่น)



และจากการเก็บขนมจีนอบแห้งไว้ในถุงพอลิเอทิลีน 3 สัปดาห์ พบว่า ขนมจีนอบแห้งทั้ง 2 แบบ จะดูดซึมความชื้นภายในถุงเพิ่มขึ้นจนมีความชื้นของเส้นประมาณร้อยละ 8 จึงคงที่ ในการคืนรูปของขนมจีนอบแห้งนั้น

ปรากฏว่าขนมจีนอบแห้งแบบแรกใช้เวลาคืนรูปในน้ำเดือด 10 นาที นานกว่าแบบที่ 2 (7 นาที) และดูดซึมน้ำกลับได้ร้อยละ 91.47 น้อยกว่าแบบที่ 2 (ร้อยละ 107.02)

สำหรับการออกแบบบรรจุภัณฑ์ขนมจีนอบแห้งกึ่งสำเร็จรูปได้คำนึงถึงความแข็งแรงในการป้องกันการแตกหักของเส้นขนมจีน ความสะดวกในการนำออกมาบริโภค และมีสีสันสวยงามน่าสนใจ รวมทั้งสื่อความหมายและให้ข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับการบริโภคได้อย่างถูกต้อง จึงได้ออกแบบบรรจุภัณฑ์เป็น 2 ส่วน

คือ บรรจุภัณฑ์ชั้นในที่เป็นซองพลาสติกเคลือบฟิล์ม OPP/LIDPE เพื่อป้องกันการซึมผ่านของไอน้ำ และบรรจุภัณฑ์ชั้นนอกซึ่งมีลักษณะเป็นกล่องกระดาษที่มีคุณสมบัติป้องกันแรงกระแทกจากการขนส่งโดยทำจากกระดาษดูเพลกซ์ หน้าขาวหลังเทา มีความหนา 420 แกรม นอกจากนี้ในการออกแบบกราฟิกจะเน้นที่การสื่อให้ผู้บริโภคเห็นผลิตภัณฑ์ชัดเจน โดยแสดงรูปผลิตภัณฑ์จริง


 













read more

ขนมจีนแสนสุข-ขนมจีนแช่เย็น (Chill)

มีบทความที่กล่าวถึงประวัติของขนมจีนอยู่มากมาย ซึ่งหาได้ไม่ยากใน Internet ทั้งประวัติความเป็นมา , ชนิดของเส้น , ขนมจีนแต่ละท้องถิ่น หรือแม้กระทั้ง ผักที่นำมารับประทานกับขนมจีน ก็มีบอกกล่าวกันไว้อย่างครบถ้วน
แต่สิ่งหนึ่งที่ยังไม่มีการพูดถึง หรืออาจเรียกได้ว่าเป็น นวตกรรมใหม่ของกระบวนการผลิตเส้นขนมจีน รวมถึงเป็นนวตกรรมใหม่ของเส้นขนมจีน ด้วยซ้ำไป นั่นคือ ขนมจีนแช่เย็น (Chill)
ขนมจีนแช่เย็น (Chill) คืออะไร ??   ตอบกันแบบง่าย ๆ Chill Chill ก็คือเส้นขนมจีนที่ผลิตออกมาแล้วนำไปเก็บรักษาด้วยการแช่เย็นทีอุณภูมิระดับนึง จุดประสงค์เพื่อ ยืดอายุของเส้นขนมจีนไม่ให้บูด และเน่าเสียได้ง่าย  เพราะโดยปกติแล้วเส้นขนมจีน จะมีอายุสั้น หรือเรียกได้ว่าเป็นของสด พร้อมจะเน่าเสียได้ภายในวันเดียว


ทำให้เส้นขนมจีนในท้องตลาดโดยทั่วไปนั้น มักจะใส่สารกันบูดเข้าไป เพื่อยืดอายุการเก็บรักษา แม้จะมีกฏหมายระบุออกมาว่าให้ใส่สารกันบูดได้ในปริมาณหนึ่ง  ถือว่าไม่ผิดกฏหมาย แต่เมื่อคุณรับประทานเส้นขนมจีนที่ผสมสารกันบูดเข้าไปแล้ว ใครจะรับประกันได้ว่าสารกันบูดในปริมาณตามกฏหมายนั้น จะไม่ส่งผลอะไรต่อร่างกายของคุณอย่างแน่นอน ??
ฉะนั้น การเก็บรักษาด้วยวิธีการแช่เย็น (Chill) สำหรับเส้นขนมจีนที่ไม่ใส่สารกันบูด ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง สำหรับการยืดอายุของเส้นขนมจีน  ซึ่งผู้บริโภคสามารถรับประทานเส้นขนมจีน Chill (แช่เย็น) ได้ด้วยวิธีการอุ่นในไมโครเวฟ หรืออุ่นด้วยวิธีการนึ่ง เพียงเท่านี้ เส้นขนมจีนที่แข็ง ๆ จากการ Chill ก็จะกลับเป็นเส้นขนมจีนนุ่ม ๆ เหมือนเส้นขนมจีนใหม่ ๆ ที่ซื้อจากในตลาด แต่สำคัญที่ว่า ความสะอาด และความปลอดภัยต่อร่างกาย นับเป็นส่วนสำคัญที่สุด ที่ผู้บริโภคควรคำนึงถึง ในการบริโภคขนมจีน

ไปดูกระบวนการผลิตของ ขนมจีน แสนสุขกัน



read more

ขนมจีนกึ่งสำเร็จรูป-สูตรของม.เกษตรศาสตร์ คณะอุตสาหกรรมการเกษตร

ขนมจีนแม่วัลลาคู่กับน้ำยาของพระอภัย ฉันใด ขนมจีนกึ่งสำเร็จรูป ก็ต้องนี่เลย สูตรจากภาควิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะอุตสาหกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

โดย อ.อรอนงค์ วิลัยกุลและคณะ ได้วิจัยผลิตภัณฑ์ขนมจีนกึ่งสำเร็จรูปออกมาเมื่อปี 2535

มี 4 อุปกรณ์หลัก ประกอบด้วย
1.แป้งข้าวเจ้า และแป้งข้าวพรีเจลาติไนซ์แคลเซียมคลอไรด์และน้ำ
2.เครื่องชั่ง เครื่องผสม พายยาง ถาด กระชอน ผ้าขาวบางและหัวบีบเส้น
3.ตู้อบแห้ง
4.ห้องเย็น -18 องศาเซลเซียส


สำหรับวิธีทำ
1.ทำขนมจีนจากแป้งข้าวเจ้าพรีเจลาดิไนซ์ผสมแป้งข้าวเจ้าอัตราส่วน 15 : 85 และ
2.การอบแห้ง ซึ่งก็มี 2 วิธี

วิธีแรก อบแห้งในตู้อบแบบถาด โดยเรียงจับขนมจีนในถาดอะลูมิเนียมที่เจาะรูวางเป็นชั้นในตู้อบควบคุมอุณหภูมิคงที่ที่ 65 องศาเซลเซียส นาน 5 ชั่วโมง จนแห้งสนิท ทิ้งไว้ให้เย็นแล้วบรรจุถุงพอลิเอทิลีน ปิดผนึก เก็บไว้ที่อุณหภูมิห้อง

วิธีที่ 2 คือแช่แข็ง - คืนรูปแล้วอบแห้งในตู้อบแบบถาด นำขนมจีนที่จับแล้วมาเรียงในถาดแช่แข็ง
เข้าห้องเย็นที่อุณหภูมิ -18 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 12 ชั่วโมง แล้วจึงนำออกจากห้องเย็นทำให้ขนมจีนคืนตัวด้วยการตากแดดประมาณ 15 นาที เข้าอบในตู้อบที่อุณหภูมิ 65 องศาเซลเซียส 8 ชั่วโมงหรือจนแห้งสนิท ทิ้งให้เย็น บรรจุถุงพอลิเอทิลีน ปิดผนึก เก็บไว้ที่อุณหภูมิห้อง




ต่อมาปี 2543 ม.เกษตรฯ ได้มีโครงการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ขนมจีนกึ่งสำเร็จรูปเพื่อการส่งออก
โดย อ.สิริชัย ส่งเสริมพงษ์ มีแนวความคิดจะพัฒนาผลิตภัณฑ์ขนมจีนที่วางขายอยู่ทั่วไป
ให้เป็น "ขนมจีนกึ่งสำเร็จรูป" เพื่อช่วยถนอมรักษาผลิตภัณฑ์ให้สามารถเก็บรักษาได้นาน มีน้ำหนักเบา สะดวกในการขนส่งและเก็บรักษา เป็นเสบียงในการเดินทางไกลหรือส่งออกไปต่างประเทศได้

สรุปออกมาได้ 2 สูตร สูตรแรกผสมแป้งมัน 20 เปอร์เซ็นต์ สูตรสองใช้แป้งข้าวล้วนซึ่งต้องปรับปริมาณน้ำให้เหมาะสม นอกจากนี้ยังได้ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพของเส้นขนมจีน เช่นระยะเวลาในการหมัก พันธุ์ข้าว สัดส่วนของแป้งและน้ำ สภาวะในการทำแห้ง ฯลฯ เพื่อให้ได้เส้นขนมจีนกึ่งสำเร็จรูปที่มีคุณภาพคืนรูปได้ในเวลา 7 นาที

เส้นขนมจีนที่ได้จะสามารถยืดอายุการเก็บรักษาได้นานถึง 2 ปีแล้ว คณะผู้วิจัยยังได้พัฒนา "น้ำยาผงกึ่งสำเร็จรูป" บรรจุซองอะลูมิเนียมฟอยล์ เพื่อรับประทานร่วมกับขนมจีน น้ำยาผงนี้ละลายในน้ำร้อนเพียง 1 นาที ก็รับประทานได้เลย พร้อมกันยังได้ออกแบบบรรจุภัณฑ์สำหรับเส้นขนมจีนแห้งและน้ำยาผงเพื่อการส่งออกไว้เรียบร้อย


ที่มา http://info.matichon.co.th





read more

Friday, 20 July 2012

ร้านขนมจีนคุณเก่ง อำเภอโชคชัย ถ้าไปอยากให้ลอง

ร้านนี้บอกตรงๆครับ ตั้งใจไปกินเลย เพื่อนผมบอกต่อมาอีกที เขาบอกร้านนี้ ขนมจีนอร่อย อย่างนี้ก็ต้องลองดู ร้านนี้ตั้งอยู่ในตัวเมืองโชคชัย แต่ถ้าออกจากตัวเมืองโคราชไปก็ประมาณ 25 km.หลายคนคงสงสัย ไกลจังเลย แต่ถ้าเราได้ผ่านไปแถวอำเภอโชคชัยแล้วแวะเข้าไป ชิมสักหน่อย ก็คงไม่ไกลใช่มัยครับ

พูดซื่อๆตรงๆ ยากนะครับ ที่คนต่างถิ่นหรืออยู่ต่างอำเภออย่างเช่นผมจะได้แวะมาชิมร้านขนมจีน
ที่อยู่ต่างถิ่นอย่างนี้  แต่ สำหรับ คนที่อยู่ในเขตอำเภอโชคชัยยังงัยก็ต้องไปช่วยกันอุดหนุนนะครับ  


หากอยู่ไกล ตัดสินใจจะมากินขนมจีนน้ำยา ร้านคุณเก่ง ที่อำเภอโชคชัย ผมบอกตามตรงสำหรับ ตัวผมเอง อร่อยมากครับ  ต้องลองมาชิมนะครับอย่าพลาด
ถ้าคำแรกเริ่มเข้าปากรับลองครับ หมดจานแน่ๆ ร้านเปิดบริการ 7.30-18.00 น.

พูดแล้วจะหาว่าเราพูดเล่นๆ ลองมาดูกันเลยครับ
เริ่ม ที่ขนมจีนก่อนเลยครับ ที่นี่เขาม้วนเป็นคำๆ แต่คำใหญ่หน่อยนะครับ สาวๆไปกับหนุ่มไม่ต้องอายนะครับ คำใหญ่หน่อยอ้าปากกว้างๆ รับรองอร่อยครับ อ้อที่นี่เส้นขนมจีนเขาหนุ่มฉ่ำนะครับ


ต่อมามาดูร้านพี่เขาก่อนเลยครับ ร้านเล็กๆครับทำง่ายๆแต่น่านั่งนะครับ  ถ้าเพื่อนๆไปอุดหนุนเยอะรับรองครับ ร้านนี้ดูดีกว่านี้แน่ๆ

การเดินทาง
เริ่ม จากเมืองโคราช ขับตรงเลยครับ โคราช-โชคชัย พอถึงตัวเมืองขับผ่านเมืองไปเลยครับ จากตัวเมืองโชคชัย ชิดช้ายไว้นะครับ ประมาณ 1 km. จะเห็นป้าย วัดสีพุทธาราม ให้เลี้ยวช้ายเลยครับ ตรงเข้าไปประมาณ 300 m. ร้านคุณเก่งอยู่ช้ายมือครับ แวะเลยครับ ถึงแล้วขนมจีนแสนอร่อย


ไปไม่ถูกอาจทำให้หายหิวไปเลยก็ได้ ให้ติดต่อ เบอร์นี้นะครับพี่เก่งเจ้าของร้าน
Tel: 044-492-308  , Mobile : 089-8123-839




เมนูอื่นๆ ที่ชวนลอง





ขอขอบคุณ :  http://www.koratpop.com/koratpop/index.php/2009-06-11-20-17-36





read more

Sunday, 8 July 2012

“บ้านประโดก” หมู่บ้านขนมจีน สร้างรายได้ปลดหนี้เงินล้าน

“บ้านประโดก” หมู่บ้านขนมจีน 
สร้างรายได้ปลดหนี้เงินล้าน

ใครที่มีโอกาสเดินทางไปจังหวัดนครราชสีมา ก็คงจะได้รู้จักกับ “ขนมจีนบ้านประโดก” หมู่บ้าน
ทำขนมจีนที่มีประวัติยาวนาน และปัจจุบันยังเป็นจุดขายด้านการท่องเที่ยวให้กับทางจังหวัด เพราะ
นักท่องเที่ยวเมื่อมาโคราช ต้องแวะไปชิมขนมจีนบ้านประโดก ที่เปิดเรียงรายรอให้บริการลูกค้า
อยู่หลายร้าน เรียกว่า ถนนขนมจีนกันทีเดียว และหนึ่งในนั้น เป็นขนมจีนบ้านประโดกของ “นางอำไพ นิวขุนทด” ( ป้าหยอด) เจ้าของร้านหม่อดิ๋น


                นางอำไพ เล่าว่า บ้านประโดกเป็นหมู่บ้าน ตั้งอยู่ในตำบลหมื่นไวย อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งคนในหมู่บ้าน มากกว่า 70 ครัวเรือน มีอาชีพทำขนมจีนขายมานานกว่า 100 ปี เป็นสูตรการทำขนมจีนแบบโบราณ ที่ปัจจุบันก็ยังคงการทำขนมจีนแบบดั่งเดิม ซึ่งใช้แป้งหมัก ทำให้รสชาติของขนมจีน ต่างจากขนมจีนแป้งสด ที่ทำขายในปัจจุบัน ข้อเสียของขนมจีนแป้งหมักคืออายุการเก็บรักษาไม่นานและที่สำคัญต้นทุนสูงกว่า แป้งสด แต่ด้วยลูกค้ายังคงชื่นชอบขนมจีนแป้งหมัก ทำให้บ้านประโดกยังคงเอกลักษณ์การทำขนมจีน ในแบบขนมจีนแป้งหมักอยู่





ทั้งนี้ ในอดีต ชาวบ้านในชุมชนบ้านประโดก จะใช้วิธีการหาบขนมจีน เข้าไปขายตามตลาด

หมู่บ้านต่างๆ แต่ด้วยวิถีชีวิตเปลี่ยนไปการหาบขนมจีนไปขาย เป็นเรื่องลำบาก และถนนหนทางสะดวก
สบาย ผู้คนสามารถเดินทางมากินขนมจีนที่บ้านประโดกได้เลย คนที่เคยหาบขายเปลี่ยนมาเป็นการ
เปิดร้านขายแทน แรกๆมีเพียง 1-2 ร้าน เปิดอยู่ในบริเวณเดียวกันต่อมา เปิดเพิ่มอีกเรื่อย ปัจจุบันมากถึง
5 ร้าน ซึ่งรสชาติก็ขึ้นอยู่กับฝีมือของแม่ครัวแต่ละร้าน ในขณะที่เมนูคล้ายคลึงกัน ประกอบไปด้วย
น้ำยากะทิประโดก น้ำยาแกงไก่ น้ำยาป่าซาดิส น้ำยาหวาน (น้ำพริก) ส่วนเมนูอื่นๆ ได้แก่ ส้มตำ
ผัดหมี่โคราช เป็นต้น


   
       “จุดขายของขนมจีนบ้านประโดก นอกจากเส้นขนมจีนแล้ว ก็ยังอยู่ที่น้ำยากะทิประโดก ซึ่งเป็นสูตรโบราณ ที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับชื่อเสียงความอร่อยของเส้นขนมจีน สูตรการทำ
น้ำยากะทิ บ้านประโดก ใช้วิธีการต้มพริก และใช้เนื้อปลาช่อน ซึ่งแต่เดิมทางร้านใช้เนื้อ
ปลาช่อน แต่ด้วยราคาต้นทุนปลาช่อนค่อนข้างสูง จึงเปลี่ยนมาใช้เนื้อปลาดุกแทน ซึ่งรสชาติ
ไม่ได้ต่างจากเนื้อปลาช่อนมากนัก”



    นางอำไพ เล่าถึงที่มาของร้านหม่อดิ๋น ว่า เป็นร้านขายขนมจีน ที่เปิดให้บริการอยู่ในย่านร้านขนมจีน
บ้านประโดกเช่นกัน แต่เนื่องจาก ทางร้านได้รับการคัดสรรเป็นขึ้นทะเบียนเป็นผลิตภัณฑ์โอทอปของ
จังหวัด และได้รับคัดสรรเป็นโอทอป 4 ดาวระดับจังหวัด ทำให้ได้มีโอกาสร่วมออกงานแสดงสินค้า
ตามที่ต่างบ่อยครั้ง และด้วยยอดขายเวลาออกงานแสดงสินค้าสูงกว่าการขายที่ร้าน ทางร้านจึงให้ความ
สำคัญกับการออกงานแสดงสินค้ามากกว่า แต่ที่ร้านก็เปิดให้บริการทุกวันเช่นกัน


โลโก้ของทางร้าน
ที่มาของร้านเกิดขึ้นมาจาก เดิมสามีทำอาชีพรับราชการ และตนเองก็เป็นแม่บ้าน และต้องเลี้ยงดูลูกถึง
3 คน แต่ละคนเรียนโรงเรียนเอกชน ค่าใช้จ่ายสูง มาก ตอนนั้นเป็นหนี้จำนวนมาก เพราะสามีทำงานคน
เดียว และเงินเดือนข้าราชการไม่ได้สูงมาก หลังจากสามีเสียชีวิต ตัวเองก็ต้องรับผิดชอบทุกอย่าง จึงได้
ตัดสินใจเปิดร้านขายขนมจีน โดยรับเส้นขนมจีนจากญาติที่ทำอยู่แล้ว ส่วนน้ำยาชนิดต่างๆ ก็เป็นสูตร
ของตัวเองที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากรุ่นพ่อ แม่ อีกที่หนึ่ง มีมาปรับบ้าง เพราะเดิมโบราณจะมีแค่
น้ำยากะทิ กับน้ำยาหวาน ตอนหลังมีการทำน้ำยาป่า น้ำยาป่าซาดิส น้ำยาแกงไก่ เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้า
ที่ชื่นชอบกินอาหารรสจัดจ้าน


สำหรับรายได้จากการขายขนมจีน ต้องถือว่าอยู่ในระดับดีเลยที่เดียว เพราะสามารถทำให้ส่งลูกเรียน
หนังสือ จนจบปริญญาในโรงเรียนเอกชนได้ และที่สำคัญสามารถปลดหนี้จำนวน 2 ล้านบาท
ภายในระยะเวลาไม่กี่ปี ปัจจุบันทางร้านเปิดให้บริการมานานกว่า 10 ปี รายได้ส่วนใหญ่มาจากการ
ออกงานแสดงสินค้า มีรายได้ต่อวัน 40,000 บาท ถึง 50,000 บาท


ส่วนรายได้จากการขายที่ร้าน
วันละ 10,000 บาท ด้านราคาขนมจีน จานละ 30 บาท ลูกค้าที่มาใช้บริการ เป็นคนในโคราช และนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยว ก็จะแวะมากินกัน เพราะปัจจุบันต้องยอมรับว่า ขนมจีนบ้านประโดกมีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักในวงกว้างมาก ทำให้ใครที่ผ่านมาโคราชต้องแวะมากินขนมจีนบ้านประโดก
สนใจโทร. 08-1360-3259



ข้อมูลและรูปภาพจาก http://www.manager.co.th/SMEs/ViewNews.aspx?NewsID=9550000081967





read more

Saturday, 7 July 2012




ข้าวปุ้น ...โบราณ . . .ที่ไม่โบราณ…

                                                                                                                                                กฤษณา  สัตยากุล























     
         ข้าวปุ้น (รูปที่ 1) เป็นชื่อเรียกขนมจีนของคนอีสาน ซึ่งข้าวปุ้นหรือขนมจีนก็ถือได้ว่าเป็นอาหารของทุกภาคและมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามท้องถิ่น เช่น ภาคเหนือ เรียกว่า ขนมเส้น ภาคกลางและภาคใต้ เรียกว่า ขนมจีน เหมือนกัน  แต่ถ้ากล่าวถึงข้าวปุ้นสำหรับคนอีสานในปัจจุบันถือได้ว่าเป็นอาหารประจำวัน เนื่องจากหาซื้อได้ง่ายโดยเฉพาะตามร้านขายส้มตำซึ่งส่วนมากจะมีข้าวปุ้นขายคู่กันเสมอ ซึ่งต่างจากในอดีตที่ข้าวปุ้นของคนอีสานจะมีให้รับประทานกันเฉพาะงานบุญประเพณีต่างๆ เท่านั้น



รูปที่ 1 หน้าตาของข้าวปุ้นโบราณ

            ข้าวปุ้นโบราณตามประเพณีอีสานในขั้นตอนการทำต้องผ่านขบวนการหมักข้าวเจ้าแล้วนำไปตำโดยใช้ครกกระเดื่อง เริ่มจากการนำข้าวเจ้าที่ได้มาหมักแล้วนำไปนึ่งให้สุกจากนั้นนำไปตำโดยใช้ครกกระเดื่องจนได้แป้งที่เหนียวจับตัวกันเป็นก้อน แล้วนำมานวดด้วยมือขณะนวดมือต้องมีการเติมน้ำสุกอุ่นลงไปด้วยนวดจนได้แป้งที่ค่อยข้างเหลว จึงนำไปบีบโรยเป็นเส้นโดยใช้เฝือน (อุปกรณ์สำหรับบีบโรยเป็นเส้นข้าวปุ้น) บีบด้วยมือ จากขั้นตอนเริ่มต้นจนถึงสุดท้าย จะใช้เวลาประมาณ 5-7 วัน ดังนั้นการทำข้าวปุ้นในสมัยโบราณกว่าจะได้มาต้องอาศัยความมีน้ำใจ ความรัก ความเอื้ออาทรต่อกันของคนในชุมชน การทำข้าวปุ้นในอดีตถือเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่ส่งเสริมความสมานสามัคคีของชุมชน ซึ่งต่างจากในปัจจุบัน ในยุคที่คนต้องการความสะดวกความสบาย หรือยุคตัวใครตัวมัน จึงขาดการสืบทอดแนวทางการทำข้าวปุ้นแบบโบราณกลับมายึดแนวทางการผลิตข้าวปุ้นแบบคนทำไม่ได้กินคนกินไม่ได้ทำ ประกอบกับปัจจุบันมีเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ใช้ในการผลิตแป้งสำเร็จรูปสำหรับทำขนมจีน สามารถผลิตขนมจีนได้รวดเร็วและมีปริมาณมากขึ้น ทำให้ผู้บริโภคไม่ได้สัมผัสรสชาติเส้นขนมจีนที่ เหนียว นุ่ม สด เหมือนข้าวปุ้นโบราณ  แต่ท่ามกลางความสะดวกสบายในยุคปัจจุบันยังมีเกษตรกรบางรายที่เลิกอาชีพจากการทำนามายึดอาชีพการผลิตข้าวปุ้นจำหน่าย ซึ่งมีขั้นตอนการผลิตแบบโบราณผสมผสานกับการใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย เพื่อให้สามารถผลิตได้รวดเร็วและมีปริมาณมากเพียงพอต่อการจำหน่าย โดยขนมจีนที่ได้ยังคงรสชาติเหนียว นุ่ม สด เหมือนข้าวปุ้นโบราณดั้งเดิม จากการสัมภาษณ์ นายถาวร  วิไล และภรรยา เกษตรกร บ้านหนองช้าง ตำบลหนองขอน อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ที่เปลี่ยนอาชีพจากการทำนามาทำข้าวปุ้นโบราณเพื่อจำหน่าย ได้อธิบายกระบวนการผลิต ซึ่งมีรายละเอียดต่างๆ  ดังนี้



นายถาวร วิไล ผู้ให้ข้อมูลการทำข้าวปุ้นโบราณ


         วัสดุและอุปกรณ์ ที่ต้องใช้ คือ ข้าวเจ้าหักหรือปลายข้าว (รูปที่ 2) เกลือสำหรับหมักขนมจีน (รูปที่ 3) ถังพลาสติกสำหรับแช่ข้าวและหมักแป้ง รางไม้ไผ่สำหรับหมักข้าว เครื่องโม่แป้ง ถุงผ้าขาว เครื่องนวดแป้ง ถุงผ้าไนล่อน เครื่องบีบโรยเป็นเส้น (ประกอบด้วยกะโพงพักแป้งที่มีท่อต่อให้แป้งไปยังเฝือนสำหรับบีบโรยเส้น) และตะกร้าหรือถังพลาสติกสำหรับวางจับเส้นข้าวปุ้น





รูปที่ 2 ข้าวเจ้าหักหรือปลายข้าว

รูปที่ 3 เกลือสำหรับหมักขนมจีน

            เริ่มต้นจากนำข้าวหักเทใส่ถังพลาสติก เติมน้ำให้ท่วม แช่ไว้นาน 5-10 นาที แล้วนำไปใส่รางไม้ไผ่ที่บุด้วยตาข่ายไนล่อนตาถี่ คลุมทับด้วยกระสอบซึ่งเป็นการหมักให้ข้าวเปื่อยยุ่ยและง่ายต่อการโม่เป็นแป้ง (รูปที่ 4) ใช้เวลาหมัก 3-4 วัน ในระหว่างการหมักนั้นจะต้องล้างข้าวด้วยน้ำสะอาดทุกวัน ๆ ละ 2 ครั้ง คือ เช้า-เย็น เพื่อชะล้างเอาเมือกและกลิ่นเหม็นอับจากการหมักออกไป  หลังจากนั้นนำข้าวไปโม่เป็นแป้งด้วยเครื่องโม่ไฟฟ้า  ขณะโม่แป้งต้องคอยเติมน้ำลงไปด้วย เพื่อให้ได้แป้งที่ละเอียดและแป้งไม่ติดเครื่องโม่ แป้งที่ได้จะเป็นแป้งเปียก หลังจากนั้นนำแป้งไปกรองด้วยผ้าไนล่อนเพื่อแยกเอาส่วนที่โม่ไม่ละเอียดและพวกรำข้าวที่ปนเปื้อนมากับข้าวออก เพื่อให้ได้แป้งข้าวที่สะอาด


รูปที่ 4 รางไม้ไผ่ที่บุด้วยตาข่ายไนล่อนสำหรับหมักข้าว

          หลังจากนั้นนำแป้งใส่ถังพลาสติกเติมน้ำให้ท่วม พร้อมกับเติมเกลือลงไปด้วย หมักไว้นาน 3-4 วัน ในขั้นตอนนี้ต้องเปลี่ยนน้ำทุกวันเพื่อชะล้างเอากลิ่นเหม็นอับที่เกิดจากการหมักออกไป สิ่งสำคัญในการหมักแป้งต้องคอยสังเกตน้ำในถังหมักทุกวันถ้าน้ำมีสีขุ่นและน้ำเดือดเกิดฟองผุดขึ้นมาต้องคอยเติมเกลือลงไปเรื่อยๆ  นายถาวรบอกว่าเกลือช่วยไม่ให้แป้งหมักบูด และช่วยทำให้แป้งข้าวปุ้นแข็งตัวเวลาบีบเป็นเส้น หลังจากหมักแป้งได้ตามกำหนดแล้วก็นำแป้งใส่ลงถุงผ้าขาวประมาณครึ่งถุง นำถุงแป้งมาวางทับกันไว้เพื่อให้สะเด็ดน้ำและแป้งข้าวจับตัวกันเป็นก้อน (รูปที่ 5) ซึ่งสามารถเก็บแป้งไว้ได้นาน 3-4 วัน และค่อยทยอยนำแป้งไปผลิตข้าวปุ้นตามความต้องการของลูกค้าในแต่ละวัน


รูปที่ 5 ถุงแป้งหมักวางทับกันเพื่อให้สะเด็ดน้ำ

 

          ขั้นตอนการทำให้เป็นเส้นข้าวปุ้น  เริ่มต้นจากการนำแป้งไปต้ม โดยนำแป้งใส่ในถุงผ้าไนล่อนขมวดเป็นปมสามารถห้อยกับไม้ที่วางพาดกับปากหม้อต้มแป้ง (รูปที่ 6) เพื่อไม่ให้ถุงแป้งติดก้นหม้อขณะต้มและสะดวกต่อการตรวจสอบการสุกของแป้งด้วย  (การตรวจสอบว่าแป้งสุกหรือไม่นั้น นายถาวร จะใช้นิ้วจิ้มเข้าไปที่ก้อนแป้ง ถ้าแป้งนิ่มนิ้วจิ้มเข้าได้แสดงว่าแป้งสุกแล้ว) จะใช้เวลาต้มนาน 30-40 นาที หลังจากนั้นก็นำแป้งสุกขึ้นมาจากหม้อพร้อมกับเอาแป้งออกจากถุงมาวางพักไว้ให้เย็น


รูปที่ 6 การต้มแป้ง

           หลังจากนั้นนำแป้งไปนวดด้วยเครื่องนวด (สาเหตุที่ต้องนวดแป้งเพราะแป้งที่ต้มจะสุกเสมอดีเฉพาะข้างนอกส่วนแป้งที่อยู่ข้างในจริงๆ จะยังไม่สุกดี)  ซึ่งการนวดจะทำให้แป้งแตกและมีความเหนียวเพิ่มขึ้น ต้องนวดไปเรื่อยๆ  จนแป้งมีลักษณะเหนียวและจับตัวกันเป็นก้อน (รูปที่ 7 และ 8) ลำดับต่อไปจะเป็นการนวดน้ำ ขณะนวดต้องคอยเติมน้ำต้มสุกลงไปเรื่อยๆ พร้อมกับใช้ไม้พายช่วยคนไม่ให้แป้งติดกระบะนวดแป้ง นวดจนได้แป้งที่มีลักษณะค่อนข้างเหลว (ขั้นตอนนี้นายถาวร บอกว่าต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก ใช้ความชำนาญคอยสังเกตเอาเองถ้านวดแป้งเหนียวหรือเละไปจะมีผลต่อการบีบโรยเป็นเส้น  ถ้านวดแป้งเหนียวมากการบีบโรยเป็นเส้นจะยากและจะได้เส้นข้าวปุ้นเป็นก้อนขนาดใหญ่ ถ้านวดแป้งเละจะได้เส้นข้าวปุ้นสั้นเพราะขาดง่าย) จากนั้นนำแป้งมากรองด้วยผ้าขาวบางเพื่อแยกเอาส่วนของแป้งที่ต้มไม่สุกจับตัวกันเป็นก้อนเล็กๆ เรียกว่า ตาแป้ง และสิ่งสกปรกที่ปนเปื้อนมากับแป้งออก  เพื่อให้ได้แป้งที่มีความละเอียดสม่ำเสมอมากขึ้น ซึ่งจะทำให้การบีบโรยเส้นทำได้สะดวกและได้เส้นข้าวปุ้นที่มีความสม่ำเสมอ โดยห้ามข้ามขั้นตอนนี้เด็ดขาด  เมื่อกรองแป้งเสร็จแล้วนำไปใส่ในกะโพงพักแป้งที่มีท่อส่งแป้งไปยังเฝือนที่โรยออกเป็นเส้นข้าวปุ้น (รูปที่ 9) ซึ่งข้อต่อระหว่างท่อส่งแป้งกับเฝือนจะมีลิ้น คอยเปิด-ปิดให้แป้งไหลผ่านออกไป

   
รูปที่ 7 และ 8 แสดงการนวดแป้งด้วยเครื่องนวด

         ขั้นตอนการบีบโรยเป็นเส้นข้าวปุ้น ตั้งหม้อน้ำให้เดือดเมื่อสังเกตเห็นว่ามีฟองเดือดขึ้นมา ให้เติมน้ำเย็นลงไปเพื่อลดอุณหภูมิลง หลังจากนั้นค่อยๆ โรยเส้นลงในหม้อ ขณะโรยเส้นลงหม้อต้องส่ายเฝือนเบาๆ  (รูปที่ 10) เพื่อให้ได้เส้นขนมจีนยาวไม่ขาดเป็นท่อนสั้นๆ  และถ้าต้องการเส้นข้าวปุ้นขนาดใหญ่ให้โรยเส้นใกล้ๆ กับน้ำ (ประมาณ 5 ซม.)  ถ้าต้องการเส้นขนาดเล็กให้โรยเส้นสูงขึ้นมาอีก สำหรับขั้นตอนการโรยเส้นข้าวปุ้นลงหม้อต้มจนเส้นสุกและตักขึ้นจากหม้อจะต้องใช้ความชำนาญเป็นพิเศษ นายถาวรจะกะเวลาได้แม่นยำมากไม่ต้องตั้งนาฬิกาจับเวลา (ประมาณ 2 นาที) และที่สำคัญอีกอย่างนายถาวรบอกว่าเมื่อโรยเส้นข้าวปุ้นลงหม้อแล้วโดยทั่วไปเส้นจะลอยขึ้นมาซึ่งแสดงว่าเส้นข้าวปุ้นสุกแล้วและสามารถตักขึ้นจากหม้อได้ แต่จะได้เส้นข้าวปุ้นค่อนข้างแฉะ ไม่เหนียว นุ่ม และมีน้ำหนักเบา  แต่เส้นข้าวปุ้นของนายถาวรจะไม่ลอยขึ้นมา เส้นจะจมอยู่ในหม้อรอสักระยะหนึ่งแล้วจึงใช้กระชอนตักขึ้นมา (ซึ่งทำให้ได้เส้นข้าวปุ้นที่มีน้ำหนักดี เหนียว นุ่ม และไม่แฉะเก็บได้นาน 3-4 วัน ถ้าส้นขนมจีนแห้งก็สามารถนำมาแช่น้ำแล้วนึ่งรับประทานใหม่ได้)  และหลังจากนั้นราดด้วยน้ำเย็นทันทีแล้วนำลงไปซาวในถังน้ำเย็นอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้เส้นขนมจีนคงตัวและไม่อมน้ำ จากนั้นนำไปพักในถังน้ำเย็นแล้วจับเส้นให้เป็นจับวางในภาชนะที่เตรียมไว้เพื่อรอนำส่งลูกค้า ซึ่งนายถาวร  วิไล จะผลิตข้าวปุ้นวันละประมาณ  100  กิโลกรัม สำหรับส่งลูกค้าประจำและจะผลิตมากขึ้นในบางวันที่มีลูกค้ามาสั่งเป็นกรณีพิเศษ ส่วนใหญ่จะผลิตจำหน่ายเฉพาะในตลาดท้องถิ่นเท่านั้น


รูปที่ 9. กะโพงพักแป้งที่มีท่อส่งแป้งไปยังเฝือน



รูปที่10. เฝือนทำเส้นข้าวปุ้น


รูปที่ 11 บรรจุภาชนะเตรียมส่งลูกค้า

          อย่างไรก็ตาม การทำข้าวปุ้นโบราณกรณีของนายถาวร  วิไล ยังมีช่องทางการตลาดที่สามารถยึดเป็นอาชีพได้โดยเฉพาะในยุคเศรษฐกิจพอเพียง เนื่องจากมีแนวทางผลิตให้เพียงพอกับความต้องการของลูกค้าและพอดีกับศักยภาพการผลิตของตนเองเพราะเป็นการผลิตภายในครอบครัว (พอประมาณ) ประกอบกับมีการวางแผนการผลิตที่เหมาะสมกับความต้องการของลูกค้า เช่นในเทศกาลงานบุญต่าง ๆ และยังคงคุณลักษณะของข้าวปุ้นโบราณ คือ ความเหนียว นุ่ม สด ของเส้นซึ่งเป็นที่ต้องการของลูกค้าและเป็นลักษณะพิเศษที่ได้เปรียบข้าวปุ้นที่ผลิตแบบสมัยปัจจุบัน ดังนั้นข้าวปุ้นโบราณกรณีของนายถาวร วิไล จึงไม่ใช่สิ่งโบราณอีกต่อไปเพราะขั้นตอนการผลิตมีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยเพื่อผลิตได้รวดเร็วและมีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของลูกค้าและข้าวปุ้นก็ถือได้ว่าเป็นอาหารที่คนทั่วไปนิยมรับประทานกันมากในยุคปัจจุบัน

 เอกสารประกอบการเรียบเรียง
1. สถาบันวิจัยข้าว.  2545.  อาหารไทย ขนมไทย และเครื่องดื่มจากข้าว.  สถาบันวิจัยข้าว กรมวิชาการเกษตร     กรุงเทพมหานคร. 191 หน้า.
2. จารุวรรณ  บางแวก.  2547. แป้งขนมจีนกึ่งสำเร็จ. หนังสือพิมพ์กสิกร. ปีที 77 ฉบับที่ 4 ประจำเดือนกรกฎาคม - สิงหาคม 2547. หน้า 94-95.
3. นิรนาม. 2547. ขนมจีนเส้นนุ่ม. หนังสือพิมพ์เดลินิวส์รายวัน. ฉบับวันเสาร์ที่ 17 มกราคม 2547. หน้า 7.



ที่มา http://ubn.brrd.in.th/web/index.php/2011-06-11-06-01-19/66-2009-09-16-12-31-15
read more

มาบีบข้าวปุ้นกัน


มาบีบข้าวปุ้นกัน
โดย โอ๋ กาฬสินธุ์ เมื่อ 17 เมษายน, 2011 - 15:28 Tags: อาหาร

วันนี้ว่างๆ พี่สาวมาชวนทำข้าวปุ้นกินกัน ลองทำดูเอง พี่สาวเคยทำนานมาแล้ว อยากลองทำอีกสักครั้ง  เริ่มแรก ใช้แป้งข้าวจ้าว  1 กก.มานวดแล้วก็หมักใส่ถุงผ้า รดน้ำเช้าเย็น  3  วัน


จะได้แป้งหมักกลิ่นเฉพาะ หอมๆเหม็นๆ แล้วก็นำมาต้มทั้งก้อน จนข้างนอกสุก นำมาโขลกใส่ครกจนละเอียด  (ขออภัยลืมเก็บภาพช่วงแรกค่ะ)



 
นำแป้งมานวดกับน้ำร้อน





จะมีแป้งบางส่วนที่เป็นเม็ดๆ ต้องนำมากรอง





หมุนๆๆบีบๆๆ





ก็จะได้แป้งที่เนื้อเนียนขึ้น พร้อมบีบแล้ว





อุปกรณ์ใช้บีบ เรียกว่า  เฝือน เอาแป้งใส่ตรงกลาง แล้วเอาที่กดวาง บีบด้วยสองมือ





ต้มน้ำให้เดือด ก่อนบีบราดน้ำเย็นไม่ให้น้ำเดือด  เพราะเส้นจะขาด


สังเกตว่าบีบมือเดียวเพราะอีกมือ  ถือกล้อง





พอเส้นสุก ก็จะลอยขึ้น ๆ ตักออกมาล้างน้ำเย็น  อ่างที่ 1 และแช่ในอ่างที่ 2





นี่ไง  หน้าตาขนมจีนเส้นสดๆๆ





มีสาวน้อยๆ (เหลือน้อย)มาช่วยจับจีบขนมจีน





เสร็จแล้วค่ะ ข้าวปุ้นหรือขนมจีน  วันนี้ยังไม่ได้ทำน้ำยาเลย


เอาเส้นไปก่อน  น้ำยาค่อยกินตามวันหลังนะคะ





รักทุกคนคร้าบๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

Bookmark/Search this post with
read more

Thursday, 5 July 2012

ลักซาปีนังPenang Laksa....ขนมจีนมาเลเซีย ชื่อเท่ห์แบบเอเชีย








ลักซาปีนัง Penang Laksa....
ขนมจีนมาเลเซีย  ชื่อเท่ห์แบบเอเชีย

มาเลย์ๆ มาเลย์ๆ.....ถึงไม่ใช่พี่เป้ สเลอร์ ก็อยากกินของมาเลย์
ลักซาปกติจะใช้เส้นลักซา ซึ่งหาซื้อได้ยาก แต่ในที่นี้สามารถใช้เส้นขนมจีนแทนก็ได้

ส่วนผสม (สำหรับ 6 ที่)


  1. เส้นขนมจีน  5 ขีด
  2. ปลาทูสด 1 กิโลกรัม
  3. กะปิ 2 ช้อนโต๊ะ
  4. หอมเล็กปอกเปลือก 6 หัว
  5. พริกชี้ฟ้าแห้งแช่น้ำบดละเอียด 4 ช้อนโต๊ะ
  6. ส้มแขกฝานบางตากแห้ง 12 ชิ้น
  7. ผักแพวสับหยาบทั้งก้าน 6 ก้าน
  8. ดอกขิงป่าหรือดอกดาหลาตูมฝ่าครึ่ง 2 ดอก(หากไม่มีดอกตูมให้เอาแบบบาน 1 ถ้วยแทน)
  9. น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ
  10. น้ำสำหรับต้มปลา 6-8 ถ้วย
  11. เกลือทะเลเม็ดใหญ่สำหรับต้มปลาและปรุงรส


เครื่องเคียง
แตงกวาหั่น,ผักกาดหอมหั่น,สับปะรดหวานหั่นชิ้นลูกเต๋า,พริกขี้หนูซอย
ใบสะระแหน่,กลีบดอกดาหลาซอย,ไข่ต้ม,มะนาวซีก


วิธีทำ
 
ต้มน้ำให้เดือด ใส่ส้มแขกแห้ง 3 ชิ้นและเกลือลงไป รอซักพัก ใส่ปลาลงไปต้มจนสุก ตักปลาขึ้นมาแกะ เอาแต่เนื้อ นำน้ำต้มปลาไปกรองเอาแต่น้ำ เทใส่หม้ออีกใบ พักไว้
ปั่นเนื้อปลาทูสุก น้ำต้มปลาเล็กน้อย กะปิ หอมเล็กและพริกชี้ฟ้าแห้ง รวมกันจนทุกอย่างเข้าที่ เทใส่ลงในหม้อน้ำต้มปลา แล้วยกขึ้นตั้งไฟกลางรอจนเดือด
จากนั้นใส่ส้มแขกแห้งที่เหลือ ดอกขิงป่า ผักแพว ปรุงรสด้วยเกลือทะเลและน้ำตาลทรายชิม
ให้ได้รสชาดเปรี้ยวนำเค็ม แต่อย่าให้รสจัดมากและอย่าให้หวาน ปิดไฟ
จัดเส้นขนมจีนใส่ถ้วย
เคียงด้วยเครื่องเคียงต่างๆ ก่อนราดน้ำลักซาลงไป 


หากชอบเปรี้ยวให้บีบมะนาวเพิ่มได้ครับ


หมายเหตุ หากไม่มีส้มแขกฝานบางตากแห้ง ให้ใช้น้ำมะขามเปียกแทน ในขั้นตอนการเต็มปลา
ให้ใช้น้ำมะขามเปียก 2 ช้อนโต๊ะ


ขอบคุณข้อมูลจาก Healthy & Cuisine จัดงานที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิต์
วันที่ 4 - 8 กรกฎาคม 2555 พบกับสินค้าเพื่อสุขภาพและกิจกรรมมากมาย



read more