ข้อเสนอพิเศษ ลองดู

Monday, 11 June 2012

ผักเครื่องเคียงในขนมจีนและอาหารเวียดนาม

ทความนี้ผมขอนำเสนอผักเครื่องเคียงในอาหารเวียดนาม ซึ่งมีหลายอย่างเหมือนเครื่องเคียงของขนมจีนของไทย และบอกถึงประโยชน์ของผักอย่างคร่าวๆให้ฟังครับ

ผักกาดหอม
(Lettuce)
อุดมไปด้วยวิตามีนซี ช่วยทำให้เหงือกแข็งแรง แพทย์จีนิยมให้มารดาหลังคลอดบุตรรับประทานเพื่อทำให้มีน้ำนมมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีสารต้านมะเร็ง เพราะในผักมี แอนตี้ออกซิแดนท์ (antioxidants) หลายชนิด ช่วยขับพิษในร่างกายออกไป แนะนำให้รับประทานแบบสดๆ เพื่อให้ได้รับประโยชน์เต็มที่ เพราะถ้านำไปปรุง วิตามินซีจะสลาย



ผักชีฝรั่ง
(Foetid Eryngium)
มีกลิ่นหอมสดชื่ ช่วยตัดรสเลี่ยน ดับกลิ่นเนื้อสัตว์ในอาหาร มีสารเบต้าแคโรทีน ช่วยให้ร่างกายสร้างวิตามินเอ ช่วยบำรุงสายตา เสริมสร้างภูมิคุ้มกันทั้งระบบ มากด้วยวิตามิน บี 1 ,บี 2 และไนอาซีน ช่วยให้ระบบร่างกายสมดุล นอกจากนี้ยังมีแคลเซียมและฟอสฟอรัสอีกด้วย

ผักชี
( Coriander หรือ Chinese Parsley)
มีคุณสมบัติ ดับกลิ่นควาจากเนื้อสัตว์ แต่งกลิ่นให้อาหารตระกูล ผัด ทอด ต้มมีกลิ่นน่ารับประทามากขึ้น ในตัวผักชีมีน้ำมันหอมระเหย คือ คอเรียนดรอล ( Coriandrol Oil) ดี-ไลนาลูล ( D-Linalool) รากใช้โขลกกับกระเทียมหรือน้ำพริกแกงเผ็ด แกงเขียวหวาน ช่วยให้มีกลิ่นหอมและเพิ่มรสชาติอาหาร นอกจากนี้ยังมีธาตุแคลเซียม วิตามินซี และเหล็กอีกด้วย


06-07-12-144109

สะระแหน่
(Kichen mint,Field mint )
เป็นผักกลิ่นหอมเย็น คนไทยส่วนใหญ่รู้จักดี โดยเฉพาะเอามากินกับลาบ ยำ ช่วยดับกลิ่นคาว มีคุณสมบัติช่วยขับเหงื่อ ช่วยย่อยอาหาร มีสารเบต้าแคโรทีน กับวิตามินซี บำรุงสายตา บำรุงหัวใจ ช่วยไม่ให้เป็นหวัดง่าย

โหระพา(Sweet Basil,Common Basil)
ช่วยดับกลิ่นคาว แต่งกลิ่นให้อาหารหอม ช่วยเสริมรสชติอาหารให้เผ็ดร้อนขึ้นอีกเล็กน้อย ช่วยเจริญอาหาร ขับเหงื่อและเสมหะ ขับพยาธิ แก้ท้องอืด ช่วยขับลม ขัปัสสาวะแก้ไข้และอาการปวดศีรษะ

พริกไทยPepper
ใช้บดหรือตำละเอียดแต่งกลิ่นอาหาร ช่วยชูรสให้เผ็ดร้อน ใช้ได้ทั้งแมล็ดอ่อนและแก่ใส่เครื่องแกงมีสรรพคุณทางยา ช่วยขับลม แก้ท้องอืด ขับปัสสาวะ ขับเหงื่อ ช่วยย่อยไขมัน ช่วยให้เจริญอาหาร

กระเทียม(Common garlic )
มีกลิ่นฉุน รสชาติเผ็ดร้อน ประกอบด้วยสารอาหารมากมาย เช่น กรดไขมัน โปรตีน คาร์โบไฮเดรต เหล้ก แคลเซียม กรดอะมิโน น้ำตาล วิตามินบี 1 บี 2 และวิตามินซี
สรรพคุณทางยา ในน้ำมันกระเทียม ประกอบไปด้วย สารอัลลิซิน (Alicin) อัลลีลโพรลีล (Allypropyl) ไดออลลีล ทริซัลไฟด์ ( Dially trisulfids) บำบัดอาการไอ ไข้หวัด หลอดลมอักเสบ ปวดฟัน ความดันโลหิตสูง ลดน้ำตาลในเส้นเลือดและลดไขมันในเส้นเลือด (Cholesterol )

ตะไคร้( Lemongrass )
เป็นพืชที่ให้น้ำมันหอระเหย มีสารซิทรัล ( Citral ) ร้อยละ 65 – 85 นอกนั้นมีมีรซีน ( Myrcene ) ร้อยละ 12-20 มีสรรพคุณแก้วัด แก้ท้องอืด ขับปัสสาวะ ปวดศีรษะ ขับลม แก้จุดเสียด และยังบรรเทาอาการปวดบวม น้ำมันตะไคร้บางชนิดมีคุณสมบัติฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ เชื้อรา และไล่แมลงรวมทั้งยุง ส่วนมากจะใช้ตะไคร้หอม

ชะพลู(Piper Sarmentosum Roxb )
เป็นพืชไม้เลื้อย คล้ายใบพลู ให้กลิ่นหอมฉุนมีรสเผ็ดนิดหน่อย มักจะขึ้นที่ชื้นแฉะริมน้ำ มีคุณสมบัติ ขับลม แก้ท้องอืด บำรุงธาตุ ขับเสมหะ ช่วยให้เจริญอาหาร มีสารอาหารสำคัญได้แก่ เบต้แคโรทีน แคลเซียม โปรตีน เหล็ก ฟอสฟอรัส ส่นใหญ่คนไทยนิยมนำมาทำอาหารประเภทเมี่ยง เช่น เมี่ยงคำ เมี่ยงปลาทู หรือใส่แกงบางชนิด เช่น แกงคั่วหอยขม แกงคั่วเห็ดเผาะ


พริก(Chili,Red Pepper)
ใช้ประกอบอาหารได้หลากหลาย มีรวเผ็ด แต่บางชนิดมีรสหวานแทรก เช่น พริกหยวก มีสารแคปไซซีน ( Capsaicin) และ ไดไฮโดรแคปไซซีน (Dihhydrocapsaicine) การรับประทานพริก มีผลต่อระบบทางเดินอาหาร เป็นยาขับลม บำรุงธาตุ ช่วยให้เจริญอาหาร มีส่วนช่วยละระดับน้ำตาลในเส้นเลือด


กล้วย (Banana)
ในอาหารที่มีผักเป็นเครื่องเคียงมักจะมีหยวกกล้วยรวมอยู่ด้วย หรือบางทีก็จะมีหัวปลีด้วย นอกจากนี้ยังสามารถนำมาทำอาหารประเภทอื่นๆเช่น ต้มข่า ช่วยในการบำรุงน้ำนมสำหรับสตรีที่คลอดบุตรใหม่ๆ เพราะมีสารแทนนินช่ยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรค ผลสุกของกล้วยมีสารเพคติน (Pectin) ฃ่วยให้การขับถ่ายสะดวก นอกจากนี้ยังมี โปรตีน แคลเซีย ฟอสฟอรัส เหล็ก วิตามิน เอ วิตามินบี วิตามินซี



ขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือ อาหารเวียดนาม
read more

Saturday, 2 June 2012

"แจงลอน" หรือ "จอนลอน" แล้วแต่จะเรียก ชื่อนี้ไม่มีคำแปล


"แจงลอน" หรือ "จอนลอน" แล้วแต่จะเรียก ชื่อนี้ไม่มีคำแปล
แต่ใครอยากอุตริแปลก็ไม่ว่ากันนะ เราก็เรียกของเราแบบนี้แหละ อาหาร
ชนิดนี้เรากินมาตั้งแต่เด็กแล้ว สมัยเด็กๆไม่มีใครทำขายหรอกมีแต่ทำกิน
กันเองแล้วก็แจกจ่ายเพื่อนบ้านให้กินกันโดยทั่ว จิตใจคนสมัยก่อนนั้น
เปี่ยมล้นไปด้วยการเป็น "ผู้ให้" ไม่เหมือนสมัยนี้มีแต่อวดเก่งแก่งแย่งชิงกัน
บางคนถึงขนาดทำตนเป็นผู้รู้ทั้งๆๆที่ไม่รู้อะไรเลยฟังเขาพูดมาอีกทีก็สามารถ
เพ้อเจ้อ ไปได้สามคุ้งน้ำแล้วละ เฮ้อ...ก็ว่ากันไป "ตัณหา" ทั้งนั้นแหละ


เอ้า....เตรียมอุปกรณ์มาทำจอนลอนกินกันดีกว่านะ ก่อนอื่น
ต้่องซื้อปลาอินทรีตัวขนาดย่อมมาขูดเอาแต่เนื้อ ใช้ปลาอินทรีนะอร่อยมาก
น้ำพริกแกงเผ็ดธรรมดา มะพร้าวขูด(สมัยก่อนใช้กระต่ายขูดมะพร้าวนะ)
ใบมะกรูด เกลือ ไม้ไผ่เหลายาวประมาณฟุต เกลาให้เกลี้ยงเป็นกลมๆ
ประมาณเกือนเท่านิ้วก้อยผู้หญิงนะ กาบมะพร้าว ขมิ้นผง





วิธีทำเริ่มจากการขยำเนื้อปลาให้กลมกลืนกันก่อนนะจากนั้น
ก็เอามะพร้าวขูดสักกำมือมาคั้นเอาแต่หัวกะทิคั้นครั้งเดียวนะกากที่เหลือ
ทิ้งไปเลย หัวกะทิที่ค้้นนั้นเอาเกลือสักปลายช้อนละลายให้เข้ากัน เกลือ
เป็นส่วนช่วยให้เนื้อปลาเหนียวหนึบ จากนั้นก็เอาน้ำพริกแกงใส่ลงไปใน
ปลาที่ขยำไปบ้างแล้ว พริกแกงอย่าให้เผ็ดมากเพราะเป็นอาหารกินเล่น
ไม่ควรให้รสเผ็ดนำ ตักหัวกะทิใส่ลงไปสักสองช้อน ขยำปลากับน้ำพริก
กับหัวกะทิไปเรื่อยๆๆให้เข้ากัน ค่อยๆเติมหัวกะทิทีละน้อยๆ ขยำไปเรื่อย
พอเริ่มรู้สึกเหนี่ยวติดมือแล้ว ใส่มะพร้าวขูดลงไป คลุกเคล้าขยำรวมกัน
จนเหนียวหนึบดีแล้ว ละลายขมิ้นผงกับน้ำเล็กน้อย ผสมลงไป


เราใส่ขมิ้นเพื่อเวลาย่างไฟเนื้อปลาจะเหลืองน่ากิน แต่อย่าใส่มากนะ
จากนั้นก็ขยำให้เข้ากันดีแล้ว ใบมะกรูดซอยละเอียดยิบ โรยใส่ลงไป
ขยำอีกจนกว่าแน่ใจว่าเหนียวแล้ว ใช้ได้


ก่อไฟด้วยเตาถ่านเมื่อไฟติดโชนแล้วก็ตักขี้เถ้ากลบให้ไฟ
รุมๆ จากนั้นก็เอาปลาที่ขยำไว้มาปั้นติดกับไม้่ไผ่ ไม้หนึ่งอันปั้นติดสัก
สามลูกก็พอ แต่งให้เป็นลูกรีๆ จากนั้นก็เอากาบมะพร้าวสุมไฟให้เกิด
ควันไฟแล้วเอาจอนลอนลงไปย่างไฟรุมสุมด้วยกาบมะพร้าว พลิกไป
พลิกมาจนสุก สีจะเหลืองและจะส่งกลิ่นหอมด้วยควันกาบมะพร้าว
น่ากินเชียวละ

เสร็จแล้วจอนลอนสูตรแม่เราคนศรีราชา รสชาดที่จะได้รับ
นั้นจะทั้งหวาน มัน เผ็ดเล็กน้อย อร่อยเชียวละ ความหวานได้จาก
เนื้อปลาและมะพร้าว ความมันได้จากมะพร้าวที่ใส่ ความเค็มเล็กน้อย
ได้จากเกลือที่เติมลงไป รสชาดกำลังดี


โปรดจำไว้ แจงลอนหรือจอนลอนไม่ใช่ห่อหมก และไม่ใช่
ทอดมันด้วย ห่างไกลกันมากมายนัก อย่ามั่วนิ่ม คิดว่ามันเหมือนกันนะ
คนทะเลแก่ๆๆ ที่พอหลงเหลืออยู่บ้างเขาจะหัวเราะเยาะเอาได้ อย่าให้
ขึ้นชื่อว่า "คนอะไร ง่าวจริงจริง" ฮ่าๆๆๆๆๆๆ


เอาละๆๆ ลองมาทำกินกันเองนะ นอกจากจะอร่อยแล้วยัง
สนุกกับการทำด้วย ย่างไปกินกันไปร้อนๆๆ......อร่อยไม่รู้ลืมเชียว"
ขอให้ทุกท่านโชคดี มีความสุขกับการทำจอนลอนกินกันนะ หากทำได้
แล้ว เวลากินอย่าลืม บ่นเบาๆๆด้วยนะ "ใครทำวะ อร่อยจริง..จริง..ฮ่าๆๆๆ



ขอขอบคุณที่มา
http://www.bloggang.com
read more

ขนมจีน ซาวน้ำ - ที่ร้านมีคนมากินเยอะมาก"""

ขนมจีน ซาวน้ำ  (อรอนงค์-อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี) 


สูตรลับ ของ คุณพี่ อรอนงค์ ซึ่ง เปิดร้านอาหาร ที่อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเปิดร้าน
มาสามสิบปี ซึ่งรับรองมาว่าว่า ขนมจีน ซาวน้ำ ที่ร้านมีคนมากินเยอะมาก 

ตอนบ่าย ที่ผม ได้รับ แนะนำ วิธีการทำ ขนมจีน ซาวน้ำ เข้ามาว่ามี สูตร ลับเฉพาะสุดยอด
ของความอร่อย ซึ่งได้ผ่านการ ทดลองทำให้ สมาชิกที่บ้าน ลองชิมกันมาเรียบร้อยแล้ว 

ดังนั้น เรื่องอร่อยมั้ยนะ หายห่วง สูตรนี้ อร่อยเลิศแน่นอน เลยอยากจะที่ จะแบ่งปันสูตร ให้กับคนอื่นๆ บ้าง เลยส่ง Email มาขอให้ ผมนำ สูตร ขนมจีน ซาวน้ำ นี้ ขึ้นเวป ให้หน่อย ตอนเห็นอีเมล์ ผมเพิ่งกลับ
มาจากไป ไปวิ่ง เห็น เมล์ เข้ามาพอดี ไม่มีปัญหาคับ 

เพราะเว็บเรา ทำขึ้นมาก็เพื่อน เป็นสื่อกลางใน การแบ่งปัน สูตรทำอาหาร อยู่แล้ว ดีเลย ได้ วิธีการทำ เพิ่มขึ้นมาอีก 1 สูตร ผมสบายไปเลย จัดให้ตามคำขอคับ รายละเอียดตามนี้


สูตรอาหาร
ขนมจีนซาวน้ำขนมจีนจานนี้ ออกรสเปรี้ยวผสมหวาน ต่างจากขนมจีนอื่นๆ
  1. สับปะรดหั่นละเอียด 2 ถ้วย
  2. กระเทียมหั่นบางๆ1/4 ถ้วย
  3. ขิงสดหั่นฝอย 1/4 ถ้วย
  4. กุ้งแห้งป่น 1/2 ถ้วย
  5. มะนาว 3 ผล
  6. น้ำปลาดี 1/2 ถ้วย
  7. น้ำตาลทราย 1/4 ถ้วย
  8. พริกขี้หนูสวน 27 เม็ด
  9. หัวกะทิข้น ๆ ตั้งไฟแล้ว 1 1/2 ถ้วย
  10. แจงลอนหรือลูกชิ้นปลา 40 ลูก
  11. ขนมจีน 24 จับ
  12. เครื่องทำแจงลอน
  13. เนื้อปลากรายขูด 400 กรัม
  14. น้ำเกลือ 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ
1. โขลกหรือนวดเนื้อปลากับน้ำเกลือจนเหนียว ตักด้วยช้อน ต้มในน้ำกะทิจนสุก

2. จัดขนมจีนลงจาน ตักแจงลอนลงบนเส้นขนมจีนใส่ขิงซอย กระเทียมซอย โรยด้วยกุ้งแห้งป่น
วางสับปะรดสับไว้ข้าง ๆ จาน มะนาวหั่นเป็นซีก ราดด้วยกะทิ ปรุงรสด้วยน้ำตาล และน้ำตาล
และน้ำปลา พริกขี้หนูซอยจะเพิ่มไข่ต้มแข็งอีกก็ได้





ขนมจีน ซาวน้ำ ใครที่ชื่อชอบการทำอาหาร หรือ ชอบกิน เมนูนี้ อยู่แล้ว ก็ลองนำสูตร นี้ไปลองทำ
รับประทานดูนะคับ จะอร่อยรึปล่าว ต้องลองทำรับประทานนะ ท่านไหนที่ได้ลองเอา ขนมจีน ซาวน้ำ สูตรนี้ไปลองทำแล้ว โปรดช่วย ส่งความคิดเห็น กลับด้วยนะคับ

ส่วนท่านผู้อ่านคนไหน ที่มั่นใจว่าท่านก็มี สูตร ขนมจีน ซาวน้ำ ที่สุดยอดเช่นกัน ก็สามารถที่จะ ส่งสูตรดั้งเดิมของท่านเข้ามา ร่วมแบ่งปันกันได้ครับ เรายินดี ที่จะเป็น ตัวกลาง ให้





ขอขอบคุณ
ที่มา:http://thaidessertsblog.com





read more

สูตรน้ำยาหมี่กะทิ-รสชาติหวานมันกะทิ


สูตรน้ำยาหมี่กะทิ

 

สูตรน้ำยาหมี่กะทิ


ขนมจีนวันนี้ขอนำเสนอสูตรน้ำยาหมี่กะทิ ที่ให้รสชาติหวานมันกะทิ รสเค็มจากเต้าเจี้ยว หอมกลิ่นพริกแกง และมีสีสรรที่สวยงาม

ส่วนผสมและเครื่องปรุงสูตรน้ำยาหมี่กะทิ
เนื้อหมูสับ 200 กรัม
เต้าเจี้ยวขาว 3 ช้อนโต๊ะ
หางกะทิ 2 ถ้วย
หัวกะทิ 1 ถ้วย
น้ำพริกแกงเผ็ด 3 ช้อนโด๊ะ
น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำดตาทราย 2 ½ ช้อนโต๊ะ
ไข่ไก่ตีพอเข้ากัน 1 ฟอง
ก๋วยเดี๋ยวเส้นเล็ก 500 กรัม
มะนาวหั่นเสี้ยว 1 ลูก
น้ำมันกระเทียมเจียวเล็กน้อยสำหรับคลุกเส้น
ผักสดสำหรับกินแนม เช่น หัวปลี ถั่วงอก ใบบัวบก

วิธีทำสูตรน้ำยาหมี่กะทิ
1.โขลกหมูสับกับเต้าเจี้ยวเข้าด้วยกันพอหยาบตักใส่ถ้วย พักไว้
2.ต้มหางกะทิในหม้อด้วยไฟกลาง พอเริ่มเดือดใส่หมูที่โขลกไว้ คนให้เนื้อหมูสุกและกระจายไม่รวมกันเป็นก้อน ปิดไฟ ตักใส่ถ้วย
3.เคี่ยวหัวกะทิในกระทะด้วยไฟกลางให้แตกมันเล็กน้อย ใส่น้ำพริกแกงลงผัดจนมีกลิ่นหอม ใส่เนื้อหมูที่ต้ม ผัดยีพอทั่ว จึงใส่หางกะทิที่ต้มหมู
ผัดให้เข้ากัน ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาล คนพอทั่ว ใส่ไข่ไก่ ค่อยๆ คน ให้กระจายตัว พอสุก ปิดไฟ
4.ลวกเส้นก๋วยเตี๋ยวในหม้อน้ำเดือดด้วยไฟแรง จนสุกนุ่ม ใส่ลงในชาม ใส่น้ำมันกระเทียมเจียวเล็กน้อย คลุกให้ทั่วเพื่อไม่ให้เส้นติดกัน ตักกะทิที่ผัดใส่ เสิร์ฟกับมะนาว และผักสด





read more

Friday, 1 June 2012

ขนมจีน สมุนไพร-กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรลาดขวางสามัคคี


ประวัติความเป็นมาของกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรลาดขวางสามัคคี 

ในอดีต... กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรลาดขวางสามัคคี 1 ซึ่งเป็นกลุ่มเก่าแก่ที่มีสมาชิกกลุ่มส่วนใหญ่
มีอายุมาก อยู่ ในวัยชราจึงหยุดดำเนินกิจ กรรมต่างๆ ลงเป็นการยุติบทบาททางสังคมสถาบันเกษตรกรไปหลายปี กระทั่งลูกหลานได้เห็นความสาคัญของการทำกิจกรรมกลุ่มจึงเข้ามาเริ่มสานต่อกิจกรรมในรูปแบบกลุ่มต่อจากรุ่นแม่


โดยเริ่มมองหากิจกรรมที่น่าสนใจ แปลกใหม่เพื่อบริโภคในครัวเรือนและจำหน่ายสร้างรายได้เสริมให้แก่สมาชิกที่ร่วมกิจกรรมผลิตภัณฑ์  “ขนมจีน สมุนไพร”

ขนมจีนมุนไพรเป็นผลิตภัณฑ์ที่กลุ่มแม่บ้านสนใจทำเป็นพิเศษ เพราะมีพื้นฐานการทำน้ำยากะทิ รสชาติดี เป็นที่ล่ำลือ ซึ่งรับประทานกับขนมจีนธรรมดาที่ซื้อหาจากตลาด จึงเกิดแนวคิดทดลองทำขนมจีนโดยนาสมุนไพรที่มีประโยชน์และให้สีสันที่สวยงามมาผสมกับแป้งขนมจีนสีขาว

เมื่อทดลองทาแล้วปรากฏว่าได้ผลดี เป็นที่ยอมรับในเรื่องรสชาติ และความแปลกใหม่ จึงเริ่มนำออกจำหน่ายเพื่อทดลองตลาด ในเวลาต่อมา และมีหนังสือพิมพ์หลายฉบับมาำทำข่าวทำให้ชื่อเสียงโด่งดังไปไกล ทำให้สามารถจาหน่ายได้มากขึ้นและสร้างรายได้อย่าง เป็นกอบเป็นกำให้แก่สมาชิก

วัตถุดิบ
1. แป้งข้าวเจ้าหมัก
2. น้าสมุนไพรเข้มข้น
3. น้ำสะอาด

วิธีทำ

1. แบ่งก้อนแป้งหมัก ปั้นเป็นก้อนกลม ต้มในน้าเดือดให้ผิวรอบนอกของก้อนแป้งสุกลึก
ประมาณ 1 เซนติเมตร

2. นำก้อนแป้งมาตาหรือนวดด้วยเครื่องให้เหนียว

3. นำน้าสมุนไพรเข้มข้นผสมน้า 2 ลิตร คนให้เข้ากัน (ให้สีเข้มหรืออ่อนตามชอบ)

4. ค่อย ๆ เทน้าสมุนไพรลงผสมในแป้งที่นวดได้ที่แล้ว นวดต่อให้เหลวและเข้าเป็นเนื้อ
เดียวกัน

5. นำแป้งที่ได้ใส่ลงในแว่นสาหรับกดเส้นขนมจีน แล้วบีบโรยเส้นลงในน้ำเดือดจัดให้ได้
เส้นยาว ๆ จนหมดแว่น

6. เมื่อเส้นลอยขึ้น ใช้กระชอนตักออกมาแช่ในอ่างน้ำเย็นและล้างเส้นขึ้นใส่ในอ่างน้าเย็น
อีกใบหนึ่ง

7. จับเส้นขนมจีนเป็น “จับ” วางเรียงในกระจาดปูใบตองที่สามารถระบายน้ำออกได้

8. เมื่อเส้นขนมจีนหมาดดีแล้วปิดด้วยพลาสติกให้มิดชิด


วิธีการทำแป้งหมัก
1. นำข้าวเจ้าแช่น้าค้างคืนไว้จนเม็ดข้าวนิ่ม
2. นำมาโม่ให้เป็นน้ำแป้ง
3. นำน้ำแป้งใส่ในถุงผ้าดิบมัดปากถุงให้แน่น ทับด้วยของหนักๆ เพื่อให้น้ำไหลออกจากแป้งจนได้ก้อนแป้งที่หมาดน้ำ
4. นำไปเข้ากระบวนการนวดแป้ง









สรรพคุณสมุนไพร
1. ขมิ้น ช่วยลดอาการอักเสบและรักษาแผลในกระเพาะอาหาร รักษาอาการจุกเสียด แน่นท้องป้องกันตับอักเสบ
2. ใบเตย ช่วยลดอาการกระหายน้ำ
3. อัญชัญ ช่วยให้เส้นผมดกและมีสีดำ สุขภาพผมดี
4. ว่านกาบหอยแครง ช่วยลดอาการกระหายน้ำ
5. กระชาย ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียในลำไส้ ช่วยขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ช่วยรักษาโรคในช่องปากและช่วยเจริญอาหาร


read more

ทุ่งสงจัดเทศกาลขนมจีนหม้อยักษ์


ทุ่งสงจัดเทศกาลขนมจีนหม้อยักษ์

เทศบาลเมืองทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช จัดงานเทศกาลขนมจีนหม้อยักษ์ "กินฟรีทุกร้าน" เตรียมขนมจีนไว้กว่า 3,000 กิโลกรัม ห้ามจำหน่ายและห้ามนำเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เข้าไปภายในงาน






เมื่อเร็วๆ นี้ นายสุทธิพงษ์ เทิดรัตนพงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมด้วย นายทรงชัย วงศ์วัชระดำรง นายกเทศมนตรีเมืองทุ่งสง แถลงข่าวจัดงานเทศกาลขนมจีนหม้อยักษ์เมืองทุ่งสง ประจำปี 2555 โดยเทศบาลเมืองทุ่งสง ร่วมกับอำเภอทุ่งสง และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดงานในวันที่ 21 มีนาคม 2555 เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป ที่สนามหน้าที่ว่าการอำเภอทุ่งสง


ทั้งนี้ เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวในอำเภอทุ่งสงช่วยสร้างรายได้ให้กับพ่อค้า แม่ค้า และประชาชนในท้องถิ่น โดยมีอาหารพื้นเมืองที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น ได้แก่ ขนมจีนที่มีอยู่ทั่วไปในพื้นที่อำเภอทุ่งสงเป็นจำนวนมาก และชาวทุ่งสงนิยมบริโภคกันทุกเพศ ทุกวัย และทุกเทศกาล ภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมต่างๆ มากมาย อาทิ การแข่งขันกินขนมจีนประเภท ชาย-หญิง การประกวดทำน้ำแกง กินฟรีขนมจีนทั้งงาน กิจกรรมรำวงเวียนครก และนิทรรศการ "เล่าเรื่องหนมจีน" บริเวณศาลาประชาคมอำเภอทุ่งสง


ผู้สนใจเข้าร่วมการแข่งขันกินขนมจีน สมัครได้ที่กองการศึกษา เทศบาลเมืองทุ่งสง และสมัครเพิ่มเติมได้ภายในงานก่อนเวลาแข่งขัน 2 ชั่วโมง สอบถามรายละเอียดต่างๆ ได้ที่ 0-7541-1342-3 ต่อ 106


นายทรงชัย วงศ์วัชระดำรง นายกเทศมนตรีเมืองทุ่งสง กล่าวเพิ่มเติมว่า ในการจัดงานปีนี้ได้เตรียมขนมจีนไว้ 3,384 กิโลกรัม เพื่อให้เพียงพอกับผู้มาร่วมงานและมีร้านขนมจีนร่วมงานประมาณ 100 ร้าน และขอความร่วมมือผู้ประกอบการร้านขนมจีน ผู้ที่เข้ามาเที่ยวชมงานเทศกาลขนมจีนหม้อยักษ์ ห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ รวมทั้งไม่นำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้ามาในบริเวณงานโดยเด็ดขาด




read more

Wednesday, 21 March 2012

วัดพะเนียงแตกสานโขลกแป้งขนมจีน-ลือเลื่องในความเหนียวนุ่ม

ประเพณีโขลกแป้งขนมจีนบุญใหญ่ วัดพะเนียงแตก จ.นครปฐม : ท่องไปในแดนธรรม โดย เรื่อง / ภาพ ไตรเทพ ไกรงู

วัดพะเนียงแตก ตั้งอยู่เลขที่ ๙๖ หมู่ ๔ ต.มาบแค อ.เมือง จ.นครปฐม เดิมชื่อ “วัดปทุมคงคา” ส่วนที่มาของชื่อ "วัดพะเนียงแตก" เหตุมาจากที่พระครูอุตรการบดี หรือหลวงพ่อทา อดีตเจ้าอาวาส อมตะเถราจารย์ของ จ.นครปฐม ชอบเล่นพลุไฟพะเนียง วันหนึ่งในงานเทศกาลประจำปีของวัด ท่านเอามือไปปิดปากพลุไม่ให้พลุออกมาทางปาก จึงระเบิดออกทางด้านข้าง แต่ท่านไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ เลย ที่ทำเช่นนี้ ท่านต้องการให้พวกนักเลงหัวไม้เกรงขาม จะได้ปกครองและอบรมให้เป็นคนดีได้ ซึ่งก็เป็นดังนั้น ในงานเทศกาลประจำปีของวัด ไม่เคยต้องอาศัยตำรวจเลย เพราะไม่มีเหตุการณ์ร้ายเกิดขึ้นสักครั้งเดียว จนชาวบ้านให้ฉายาว่า "หลวงพ่อพะเนียงแตก" และเรียกชื่อวัดว่า "วัดพะเนียงแตก"

ทุกๆ ปีของวัดพะเนียงแตก กิจกรรมที่ปฏิบัติต่อเนื่องเกือบจะเรียกว่าเป็นประเพณีไปแล้วก็ได้คือการ “ตำ” เส้นขนมจีน เอาไว้เลี้ยงดูผู้มาร่วมงาน เส้นขนมจีนของวัดพะเนียงแตกนั้นลือเลื่องในความเหนียวนุ่ม กินกับน้ำยาหรือน้ำพริกร้อนๆ แบบโบราณเข้ากันได้ดีจริงๆ


วิธีการเริ่มตั้งแต่การนำเอาข้าวสารมาแช่น้ำแล้วโม่ทับเป็นลูกแป้ง นำลูกแป้งที่ได้มาตำๆ  แล้วนำไปกวนในกระทะใบใหญ่ แล้วก็นำกลับมากวน สลับไปเช่นนี้จนแป้งเหนียวได้ที่ จึงนำมาบีบเส้นขนมจีน เป็นอันเสร็จรับประทานได้

ตอนช่วงกวนแป้ง โม่แป้งน่ะไม่เท่าใด แต่ตอนที่ต้องตำแป้งในครกใบใหญ่นี่สิ..ต้องใช้แรงงาน  นี่คือที่มาของ “บุญ” ที่หนุ่มสาวช่วยกันลงแรงตำขนมจีนจนเป็นประเพณีสืบต่อมา ตอนค่ำของวันเดียวกันนั้น ชาวมาบแค และละแวกใกล้เคียงทุกเพศทุกวัย จะหลั่งไหลกันมาที่วัดพะเนียงแตก เพื่อช่วยกันตำแป้งขนมจีน เพื่อใช้ในการเลี้ยงพระภิกษุ-สามเณร และสาธุชนทั่วไป ตลอดงาน ๕ วัน

ประเพณีโขลกแป้งขนมจีนของ "วัดพะเนียงแตก" ยังยืนยงอยู่ตราบกระทั่งทุกวันนี้ นับตั้งแต่พระครูพัฒนกิจวิบูลย์ อดีตเจ้าอาวาสผู้ล่วงลับไปแล้ว เป็นผู้รื้อฟื้นขึ้นมาใหม่เมื่อ พ.ศ.๒๕๒๑ แต่ตอนนั้นยังทำกันไม่ใหญ่โต อาจเนื่องมาจากสาเหตุที่ในสมัยนั้นผู้คนอาจยังมีไม่มากมายเหมือนสมัยนี้

นอกจากการตำเส้นขนมจีนแล้ว อีกแรงบุญที่ชาวบ้านจะร่วมมือร่วมแรงให้กับวัดโดยมิต้องบอกกล่าว มาช่วยกันเองโดยพร้อมเพรียงคือ..การ “ผูกทอง”  วิธีการง่ายๆ แค่เอา ธูป เทียน และแผ่นทอง มาผูกรวมกันเป็นชุดๆ เพื่อมอบให้กับผู้ที่มาร่วมงานบุญใช้ไหว้พระปิดทอง ดูเผินๆ เหมือนไม่มีอะไร แต่เป็นการแสดงความร่วมใจของชาวบ้านผู้ศรัทธาในหลวงพ่อทามาช่วยกัน เพราะปีหนึ่งๆ สาธุชนหลั่งไหลมาเที่ยวงานประจำปีนับหมื่นคน

ปัจจุบันวัดพะเนียงแตกมี พระครูพิศาลสาธุวัฒน์ หรือ พระอาจารย์ทองคำ รูปนี้เป็นเหลนสืบสายมาจากหลวงพ่อทา ท่านพัฒนาวัดมาโดยตลอดด้วยจิตใจที่แข็งแกร่งและเด็ดเดี่ยวมั่นคงไม่แพ้หลวงพ่อทา กิจการน้อยใหญ่ท่านสามารถฟันฝ่ามาโดยตลอด  ยึดคติทำงานเพื่อส่วนรวมไม่เห็นแก่หน้าผู้ใด  ศาสนสถานในวัดได้รับการพัฒนาปรับปรุงให้สวยงาม พระสงฆ์เณรน้อยก็อยู่ในระเบียบ ช่วยกันทำงานดูแลกิจการของวัด ไม่เช้าเอนเพลนอนให้เสียศรัทธาที่สาธุชนตักบาตรมา จนกระทั่งท่านได้รับความไว้วางใจรับแต่งตั้งเป็นรองเจ้าคณะอำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม  และได้รับเสมาธรรมจักรในฐานะผู้ทำคุณประโยชน์แก่พระศาสนาจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อีกด้วย

สำหรับงานประจำปีปิดทองรูปหล่อองค์หลวงพ่อทาเริ่มตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ ๑ มีนาคมถึงวันอังคารที่ ๖ มีนาคม ๒๕๕๕ และมีกิจกรรมพิเศษคือในวันที่ ๑ มีนาคม  จะประกอบพิธีบูชาครู ไหว้ครู และครอบครูบูรพาจารย์ ส่วนการโขลกแป้งขนมจีนนั้น จะเริ่มมีตั้งแต่คืนวันที่ ๑ ส่วนต่อเนื่องไปจนถึงเช้าวันที่ ๒ ซึ่งเป็นวันเปิดงาน จะมีผู้มาร่วมโขลกแป้งขนมจีนนับร้อยคน

วัดพะเนียงแตก ใกล้กรุงเทพฯ แค่นี้ ใช้เวลาไม่ถึง ๑ ชั่วโมงก็เดินทางถึงวัด จากกรุงเทพฯ เข้านครปฐมแล้วจับเส้นทางไปดอนตูม เดี๋ยวก็ผ่านหน้าวัดแล้ว สะดวกมาก ใครไม่เคยไปก็ลองดูไม่ผิดหวัง ใครเคยไปแล้วก็อย่าลืมอย่าพลาดไปทำบุญ อิ่มบุญ แล้วอิ่มท้องกับขนมจีนเส้นเหนียว ความประทับใจไม่ลืมของที่นี่ สอบถามเส้นทางได้ที่ โทร.๐๓๔-๒๐๓-๔๗๗ และ ๐๓๔-๒๐๓-๓๓๒

หลวงพ่อพะเนียงแตก

หลวงพ่อทาท่านธุดงค์ผ่านมาเห็นทำเลที่ตั้งของ "วัดพะเนียงแตก" เป็นสถานที่วิเวกเหมาะสมแก่การเจริญภาวนา จึงได้พำนักอยู่ที่นี่เมื่อพ.ศ.๒๔๓๔ หลังจากนั้นท่านได้พัฒนา "วัดพะเนียงแตก" จนเป็นวัดที่สมบูรณ์ครบครันด้วยเสนาสนะต่างๆ อาทิ เจดีย์ โบสถ์ วิหาร กุฏิสงฆ์ และภายหลังหลวงพ่อทามรณภาพลงแล้วมีเจ้าอาวาสที่ช่วยกันพัฒนาบำรุงรักษาวัดพะเนียงแตก
           
แม้ปัจจุบันหลวงพ่อทาจะล่วงลับไปแล้วนับร้อยปี แต่วัดพะเนียงแตก คือศูนย์รวมจิตใจให้สาธุชนหลั่งไหลมาร่วมงานบุญอย่างคับคั่งทุกๆ ปี ก็ยังคงบุญญาบารมีรวมรวมจิตให้สาธุชนแห่กันมาร่วมงานเสมอมิได้ขาด หลวงพ่อทานั้นท่านได้สมญาว่า “หลวงพ่อเสือ” เพราะดุ นักเลงทั้งหลายได้ยินชื่อมักกลัวหัวหด ด้วยว่าท่านจะเดินตรวจการณ์ในวัดเอง เจอนักเลงตีกันท่านจะใช้ไม้พลองที่ถืออยู่เป็นประจำ หวดซ้าย หวดขวา ตีดะทุกพวก ไม่เลือกข้างใด นักเลงพากันกระเจิง โดยเฉพาะนักเลงเหล้าที่ชอบเมาเกะกะระรานอาละวาด หากหลวงพ่อทามาพบเข้า เป็นโดนถอนพิษเหล้าด้วยไม้พลอง ตีไม่ตีเปล่ายังจับนักเลงเหล้าล่ามโซ่เอาไว้กลางศาลา  หายเมาก็สั่งสอนอบรมแล้วจึงปล่อยตัวไป เป็นที่เข็ดขยาดกับบรรดานักเลงทั้งหลาย
 
วัดนี้มีความเจริญในด้านถาวรวัตถุมาก เป็นวัดที่ร่มรื่น สะอาดสวยงาม มีมณฑปหลวงพ่อทา เจดีย์สี่มุม พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ในมณฑปหลวงพ่อทา รูปหล่อจำลอง หลวงพ่อทา มีวัตถุมงคลรุ่นเก่าๆ ให้ชมให้ศึกษา และมีวัตถุมงคลรุ่นใหม่ๆ ให้เช่าบูชาติดตัวไว้เพื่อความเป็นสิริมงคล

ที่มา : คมชัดลึก
read more

ขนมจีนเทวดา-บีบเส้นสดๆ หน้าร้านตลอดทั้งวัน

ใครจะรู้ว่าเดี๋ยวนี้ของดีมีอยู่ในปั๊มน้ำมันกันแล้ว ด้วยความแปลกใหม่ฉีกกรอบเมนู “ขนมจีน” แบบเดิมๆ อร่อยเหาะทะลุฟ้าได้แล้วที่ร้าน “ขนมจีนเทวดา”

คุณวิฑูรย์ คำสม เจ้าของร้านขนมจีนเทวดา ผู้เรียนจบด้านวิศวกรไฟฟ้าแต่อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเองจึงผันตัวมาเป็นเถ้าแก่ร้านขนมจีนยอดนิยมแห่งนี้นานถึง 8 ปีแล้ว ด้วยการยึดความคิดให้เป็นร้านอาหารในปั๊มน้ำมัน เพื่อความสะดวกสบายของเหล่าผู้สัญจร

“เดิมทีครอบครัวจะทำขนมจีนเป็นเข่งส่งตลาดอยู่แล้ว จึงทำให้มีสูตรทำเส้นขนมจีนเฉพาะตัว แต่ก็ได้พลิกแพลงมาเป็นการทำเส้นสด ให้อร่อยและมีคุณภาพ สดใหม่ทุกวัน โดยชื่อร้านว่าเทวดาคือตอนคิดชื่ออยากได้อารมณ์แบบอาหารชั้นดีและเป็นมงคลจึงได้ชื่อนี้มา”




แน่นอนว่าจากชื่อร้านแล้วสามารถการันตีได้เลยว่าอาหารจานเด็ดของที่นี่คือ “เส้นขนมจีน” ซึ่งมีความโดดเด่นไม่เหมือนใคร มีการบีบเส้นสดๆ หน้าร้านตลอดทั้งวัน ตอกย้ำความสดใหม่ให้ลูกค้าต้องน้ำลายสอ หมดปัญหาเรื่องท้องเสียจากการกินเส้นขนมจีนเข่ง โดยผลิตเส้นขนมจีนประมาณ 60-90 กิโลกรัมต่อวัน

        

นอกจากความสดๆ ซิงๆ แล้ว เรื่องของแป้งก็หนึบแน่นไม่แพ้ใครด้วยสูตรพิเศษของทางร้าน อีกทั้งยังประยุกต์เมนูให้หลุดจากกรอบ ที่มักนึกถึงขนมจีนราดแกงหรือน้ำยาแบบเดิมๆ อีกด้วย
     
กล่าวคือร้านนี้มีทั้งขนมจีนเส้นธรรมดา และขนมจีนเส้นใหญ่คล้ายเส้นอุด้งของญี่ปุ่น แต่เป็นแป้งข้าวเจ้าสำหรับทำขนมจีนเนื้อแน่น แล้วนำไปพลิกแพลงเป็นเมนูนานาชาติแทนเส้นสปาเกตตีได้ด้วย
     
น้ำราดขนมจีนที่นี่มีทั้งน้ำยากะทิ น้ำยาป่า และน้ำพริกสูตรพิเศษ โดยจะเสิร์ฟเป็นเซตน้ำยา 3 ถ้วยต่อหนึ่งโต๊ะสามารถเติมได้ ในขณะที่เส้นขนมจีนจะคิดจานละ 25 บาทแบ่งเป็นคำๆ น่ากิน หรือจะลองเมนูจานเดียวแปลกใหม่อย่างขนมจีนเส้นใหญ่คู่กับเนื้อหมูราดน้ำพะแนง หรือซอสเห็ดหอมแบบจีนๆ หรือแกงเขียวหวานไก่ ลูกชิ้นปลากรายแบบคลาสสิกก็ยังได้ ซึ่งตอนนี้คุณวิฑูรย์กำลังเตรียมแผนทำน้ำยาน้ำเงี้ยวเอาใจคอล้านนาด้วย


     
หากเบื่อแนวเอเชียก็ลองเป็นเมนูอินเตอร์อย่างสเต๊กทั้งหมู ไก่ เนื้อ ปลา กินคู่กับเส้นขนมจีนขาวอวบผัดเนย ก็ได้อารมณ์ตะวันตกผสมผสานแบบไทยได้อย่างลงตัว

     
“เริ่มแรกคือทำแต่ขนมจีน แต่ตอนนี้ร้านเรามีเมนูหลากหลายมากขึ้น ทั้งสเต๊ก สปาเกตตี้ขนมจีนแบบไทยๆ แล้วก็จะมีอาหารอีสานด้วย โดยไก่ย่างเป็นไก่ย่างตู้แต่ผ่าตัวแผ่แบนๆ เหมือนย่างเตาถ่าน ซึ่งเป็นตู้แบบที่ผมคิดและออกแบบขึ้นเอง ไก่จะสะอาด ไม่ถูกฝุ่นหรือเขม่าควันที่ทำให้เกิดมะเร็ง อีกทั้งยังหนังกรอบรสชาติดีเหมือนย่างเตาถ่านแบบที่คนส่วนใหญ่ชอบ”
  
รวมทั้ง เมนูส้มตำที่ได้รับรางวัลโล่เกียรติยศการันตีรสชาติและคุณภาพจากการแข่งขันส้มตำเมืองนนท์ในปี 2548 มาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นตำไทย ตำปู ส้มตำกุ้งสดๆ หรือไข่เค็ม บอกได้เลยว่าเครื่องแน่น รสชาติโดนใจอย่างแน่นอน และยังมีเมนูอื่นๆ ให้ลองเลือกลิ้มชิมรส อย่างก๋วยเตี๋ยวไก่ ก๋วยเตี๋ยวหมูต้มยำสูตรมะนาวแท้ๆ
   
ท่ามกลางบรรยากาศริมทางในปั๊มน้ำมัน อากาศถ่ายเทสบายๆ กับที่นั่งกว่า 30 โต๊ะ พร้อมมีห้องแอร์บริการส่วนหนึ่งด้วย




หากใครชอบเมนูเส้นขนมจีนแบบสดซิง กับเมนูแปลกใหม่ไม่เหมือนใครแล้วละก็ ห้ามพลาดเด็ดขาด!!
     
รายงานโดย ทีมข่าว M-Lite
ภาพโดย ธนารักษ์ คุณทน
       
ขนมจีนเทวดา
ร้านอยู่ในปั๊มน้ำมัน Susco ถนนพระราม 2 ติดห้างฯโฮมโปร
เปิดเวลา 10.30-21.00 น.
หยุดทุกวันอังคาร-พุธสุดท้ายของเดือน

ที่มา : http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9530000076567
read more

Sunday, 16 October 2011

ขนมจีนน้ำเงี้ยวสูตรเมืองแพร่-อยากทานขนมจีนแบบนี้ ก็เชิญได้ที่เมืองแพร่นะครับ

ขนมจีนน้ำเงี้ยวสูตรเมืองแพร่

วันนี้ขอนำเสนอ "ขนมจีนน้ำเงี้ยวสูตรเมืองแพร่" ที่บอกว่าสูตรของเมืองแพร่
เพราะว่าขนมจีนของเมืองแพร่จะไม่ใส่ดอกงิ้วเหมือนกับขนมจีนของจังหวัดอื่น

ที่เมืองแพร่กินขนมจีนกันค่อนข้างเยอะ เพราะอร่อยและราคาไม่แพง
แหล่งใหญ่ที่ขายขนมจีนก็น่าจะอยู่ใกล้ ๆ กับโรงเรียนขนาดใหญ่
เช่น หลังโรงเรียนพิริ (โรงเรียนประจำจังหวัดชาย ชื่อเต็มว่าโรงเรียนพิริยาลัยจังหวัดแพร่)
หรือหลังโรงเรียนนารี (โรงเรียนประจำจังหวัดหญิง ชื่อเต็มว่าโรงเรียนนารีรัตน์จังหวัดแพร่)
แต่จริง ๆ แล้วก็สามารถหาทานได้โดยทั่วไป

มาลองดูกรรมวิธีในการทำขนมจีนน้ำเงี้ยวตามแบบฉบับของคนเมืองแพร่บ้างนะครับ

ปล. ทั้งหมดนี้เป็นฝีมือแม่ผมทำครับ ผมเป็นลูกมือและตากล้อง
จริง ๆ แล้วรีวิวไว้นานแล้วล่ะครับ เพิ่งได้มีเวลาเอามาลงบล็อค



















อย่างแรกที่แปลกไปคือ เขาใส่หางน้ำปลาครับ
ถุงนี้ราคา 5 บาท แต่เราไม่ได้ใช้เยอะมาก เดี๋ยวเค็ม




กระดูกหมู




















มันหมูและเนื้อหมู



















เอาหมูไปสับ และทุบกระเทียมรอไว้ เดี๋ยวเอาไปเจียว



















เลือดไก่ครับ



















เอามาหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ เหมือนเฉาก๊วย



















เอากระเทียมไปเจียวให้หอม



















ใส่กระดูกหมูลงไปผัดกับกระเทียมให้หอม



















ถ้ามันชิ้นใหญ่นัก ก็ต้องพลิกกลับอีกด้าน



















ตั้งน้ำให้เดือด วันนี้ใช้เตาอั้งโล่ เพราะต้องใช้เวลานานหน่อย



















ใส่กระดูกหมูที่ผัดกับกระเทียมแล้วลงไป



















ตามด้วยรากผักชี



















เมื่อน้ำเดือดปุด ๆ ก็พยายามช้อนฟองทิ้งด้วยนะครับ



















ระหว่างที่รอให้น้ำแกงเดือด เราก็มาเจียวมันหมูกันนะครับ
มันหมูที่ซื้อมาก็ล้างให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ



















สุดท้ายก็ใส่กระเทียมลงไปเจียวด้วย
เรียบร้อยแล้วครับ เจียวหมู



















กลับมาที่น้ำแกงอีกครั้ง ใส่หางน้ำปลาลงไป
ไม่ต้องใส่เยอะ เดี๋ยวจะเค็ม



















ตามด้วยเลือดไก่ที่หั่นแล้ว



















ตามด้วยมะเขือเทศหั่น หรืออาจจะใช้มะเขือเทศพื้นเมืองที่ลูกเล็ก ๆ
ใส่ลงไปทั้งลูกเลยก็ได้



















ผักที่ทานกับขนมจีน ก็มีถั่วงอก แล้วก็ผักชี



















เอาขนมจีนใส่ถ้วย แล้วโรยด้วยถั่วงอก ผักชี
แล้วตามด้วยกากหมู แล้วแต่ความชอบนะครับ





















ตักน้ำขนมจีนราดลงไป เป็นอันเรียบร้อย จะบีบมะนาวใส่ลงไปซักซีก
หรือใส่พริกป่นลงไปนิดหน่อย ก็อร่อยแล้ว

ที่เมืองแพร่เขาเรียกขนมจีนว่า "ขนมเส้น"
บางร้านเขาใส่ข้อไก่ ใส่ตีนไก่ลงไปแทน หรือจะใส่หมูสับลงไปเยอะ ๆ ก็แล้วแต่สะดวก
ออกมาก็อร่อยเหมือนกัน หรือจะทานกับข้าวกั้นจิ้น ก็อร่อยไปอีกแบบ

ผมก็แปลกใจเหมือนกันว่ามันไม่ได้ใส่ดอกงิ้วแล้วทำไมเรียกว่าน้ำเงี้ยว
แล้วที่ใส่ดอกงิ้วทำไมไม่เรียกว่าขนมจีนน้ำงิ้ว ทำไมเรียกน้ำเงี้ยวแทน
ถึงจะชื่อเรียกยังไงก็เถอะ ทำออกมาให้มันน่ากินและอร่อยเป็นพอ
ถ้าอยากทานขนมจีนแบบนี้ ก็เชิญได้ที่เมืองแพร่นะครับ




Create Date : 12 เมษายน 2552
Last Update : 12 เมษายน 2552 20:12:14 น.


ที่มา : http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=somtumplara&month=04-2009&date=12&group=1&gblog=49
read more