ข้อเสนอพิเศษ ลองดู

Thursday, 22 August 2013

ตำนานกระทะ

เมื่อสมัยก่อนนี้ จะทานอาหารผัดสักที แม่ครัวจะต้องเจียวน้ำมันหมูให้วุ่นวาย ดังนั้นนานๆ จึงจะผัดอาหารทานกัน ส่วนใหญ่ก็ทานอาหารต้มๆ ย่างๆ แล้วก็น้ำพริกอาหารประจำวันของคนไทยพื้นบ้าน แต่ในปัจจุบันอาหารผัดกลับกลายเป็นเมนูที่ขาดไปเสียไม่ได้จากสำรับอาหารของพวกเรา ไม่ว่าจะเป็นผัดผัก ผัดเผ็ดหรืออีกสารพัดจานผัด

เมื่อพูดกันถึงเรื่องผัด เราคงลืมอุปกรณ์ที่ใช้ในการผัดอย่าง “กระทะ” ไปเสียไม่ได้ จะว่ากันไปการผัดด้วยกระทะนั้นคนไทยได้รับอิทธิพลมาจากประเทศจีน ซึ่งจะเห็นได้จากการที่เรานิยมการใช้กระทะทรงคุ่มๆ ส่วนเหตุผลที่คนจีนชอบใช้กระทะทรงคุ่มๆก็เพราะ คนจีนจะชอบของทอด ซึ่งการทอดน้ำมันต้องท่วมถึงจะทอดได้กรอบอร่อย กระทะถึงต้องมีทรงคุ่มเพื่อให้บรรจุน้ำมันได้มากๆ และสะดวกในการทอด อาหารทอดของจีนใช่จะมีแต่เนื้อสัตว์เท่านั้น ผักคนจีนก็นำมาทอดแค่สะดุ้ง ก่อนที่จะนำไปต้มอย่างจับฉ่าย ถ้าจะให้อร่อย ต้องนำผักไปทอดก่อนจะนำมาต้ม ถึงจะทำให้ต้มออกมาแล้วมีรสชาดอร่อย แม้กระทั่งอาหารประเภทผัดแบบแห้ง เช่น ข้าวผัด ก๋วยเตี๋ยวผัด คนจีนชอบผัดรวมทั้งข้าว ผัก และเนื้อในกระทะเดียวกันในปริมาณมากๆ ซึ่งคนจีนนิยมคลุกเคล้าส่วนผสมเข้าด้วยกันจนหอม การผสมแบบนี้ต้องใช้กระทุคุ่มๆ ถึงจะทำได้สะดวก นอกจากนั้นจะสังเกตุได้ว่าคนจีนใช้กระทะนี่แหละในการประกอบอาหารประเภทน้ำแดง ซึ่งต้องมีการผสมส่วนผสมให้เข้ากันด้วยตะหลิวแบบกระบวย ซึ่งกระทะทรงคุ่มนี่แหละเหมาะที่สุดยิ่งไปกว่านั้นถ้าสังเกตในภาพยนต์จีน กระทะยังเป็นส่วนหนึ่งในการประกอบอาหารประเภทนึ่งอีกด้วย ซึ่งก็ทำได้โดยการใช้กระทะทรงคุ่มใส่น้ำวางเป็นลังถึง และมีฝาชีที่สานด้วยไม้ไผ่มาคลุมอาหารอีกที

นอกจากระทะทรงคุ่มแบบจีนแล้ว คนไทยยังรับเอาวัฒนธรรมการใช้กระทะแบบอื่นๆ มาไว้อีก เช่น การใช้กระทะแบบฝรั่ง ซึ่งเป็นกระทะก้นแบน มีหูยื่นออกมาให้ใช้มือจับถนัดๆ สำหรับทอดไส้กรอก ไข่ดาว แฮม เบคอน สะเตก อาหารพวกนี้ไม่จำเป็นต้องใช้น้ำมันมาก กระทะแบบอินเดีย เราก็รับเอามาใช้ ตัวอย่างเช่นการทำขนมเบื้อง หรือขนมแป้งจี่ ซึ่งใช้กระทะแบบแบนกว้างไม่มีหู หรือการกวนผลไม้หรือเชื่อมของหวานด้วยกระทะทองเหลือง อันนี้เข้าใจว่าได้แบบอย่างมาจากเปอร์เซียร์

ปัจจุบันคนไทยเริ่มคุ้นเคยกับกระทะประเภทเคลือบสารพิเศษที่ทำให้ใช้น้ำมันในการประกอบอาหารน้อยลง นอกจากนั้นยังนำความร้อนได้ดี จึงสามารถใช้เวลาในการทำอาหารให้สุกได้น้อยลง ประหยัดทั้งเวลาและสงวนรักษาคุณค่าทางอาหาร ก็ตามแต่ถนัดกันล่ะว่าจะชอบแบบใหม่ทันสมัย หรือนิยมแบบเดิมๆ



ขอบคุณ : thaifooddb.com
read more

เชื่อหรือไม่วิตามินซีไม่ได้ป้องกันหวัด

คงเป็นเพราะอากาศบ้านเราที่ระบุฤดูไม่ได้ เดี๋ยวฝนตก เดี๋ยวแดดออก ทำเอาหลายๆ คนไม่สบาย จู่ๆ อาการคัดจมูก น้ำมูกไหล ก็มาแบบไม่ทันได้ตั้งตัว รู้ตัวอีกทีนอนซมซะแล้ว


ต้นเหตุของโรคหวัด
อย่างที่รู้กันว่าโรคหวัดนั้น เกิดจากระบบทางเดินหายใจติดเชื้อไวรัสที่มีอยู่กว่า 200 ชนิด ซึ่งในแต่ละครั้งจะเกิดจากเชื้อไวรัสเพียงชนิดเดียว เมื่อเป็นแล้วคนเราก็จะมีภูมิต้านทานต่อเชื้อชนิดนั้น ในการเจ็บป่วยครั้งใหม่ก็จะเกิดจากเชื้อหวัดชนิดใหม่ และร่างกายก็จะสร้างภูมิขึ้นมาใหม่หมุนเวียนกันไปเรื่อยๆ เชื้อหวัดมีอยู่ในน้ำมูก น้ำลาย และเสมหะของผู้ป่วย ติดต่อโดยการไอ หรือหายใจรดกัน นอกจากนี้ อาจติดต่อได้โดยการสัมผัสมือ หากภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรงพอ เชื้อหวัดติดที่มือผู้ป่วยเมื่อสัมผัสถูกมือของคนอื่นก็จะติดมือของคนๆ นั้น เมื่อใช้นิ้วขยี้ตาหรือแคะจมูกก็เข้าสู่ร่างกายจนกลายเป็นไข้หวัดได้ หลายๆ คนเชื่อว่าวิธีเบื้องต้นที่จะช่วยได้คือ การซื้อหาวิตามินซีมากินเพื่อป้องกันไข้หวัดที่กำลังมีอาการ และบรรเทาไม่ให้อาการกำเริบมากขึ้น


วิตามินซีไม่ได้ป้องกันโรคหวัดได้อย่างที่เข้าใจกัน!
จริงๆ แล้วการใช้วิตามินป้องกันและรักษาโรคหวัดจะได้ผลดีกับวัยเด็กเท่านั้น สำหรับผู้ใหญ่แล้ววิธีนี้ได้ประสิทธิภาพไม่ดีร้อยเปอร์เซ็นต์ และไม่สามารถป้องกันโรคหวัดได้ด้วยซ้ำ ยิ่งมีผลการวิจัยที่มีการชี้ชัดออกมาว่าการกินวิตามินซีทุกวันเพื่อป้องกันโรคหวัดนั้นไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย และไม่ได้ช่วยให้เป็นหวัดน้อยลง พร้อมกับข้อมูลบางส่วนที่เสริมว่า ปริมาณวิตามินซีที่คนเราต้องการภายในหนึ่งวันหรือ 1,000 มิลลิกรัมนั้น

เพียงแค่รับประทานผลไม้ในหนึ่งวันก็จะได้ปริมาณวิตามินซีที่เพียงพอแล้ว จึงไม่จำเป็นที่จะต้องรับประทานวิตามินซีเสริม ในทางกลับกันวิตามินซีเสริมจะเป็นประโยชน์ต่อคนที่อ่อนเพลียจากการเสียเหงื่อมาก อาทิ คนที่ออกกำลังกายเป็นประจำ อย่างการวิ่งมาราธอน นักเล่นสกี เพราะวิตามินจะช่วยป้องกันเซลล์และดูดซึมธาตุเหล็กจากอาการ ให้ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้ทันที


สมุนไพรช่วยได้
มีการพิสูจน์และวิจัยออกมาแล้วว่าหากกินสารสกัดจากสมุนไพรอิไคเนเซีย หรือที่รู้จักว่าโคนฟลาวเวอร์เป็นประจำทุกวันจะทำให้โอกาสในการเป็นหวัดน้อยลงกว่าครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว

แต่ไม่ว่าจะมีวิธีรักษามากเพียงไหน การดูแลตัวเองพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ5หมู่ ก็จะช่วยบรรเทาและป้องกันอาการหวัดที่เป็นอยู่ซึ่งจะได้ผลดีไม่ต้องพึ่งยาหรืออาหารเสริมให้ยุ่งยาก


read more

วิธีแก้กลิ่นคาวในน้ำมันทอดปลา

ยุคนี้สมัยนี้ น้ำมันแพงจริงๆค่ะ ไม่ได้แพงเฉพาะน้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซลเท่านั้น น้ำมันพืชที่ใช้ทำอาหารก็แพงไปด้วย ทีนี้เวลาเราใช้น้ำมัน ทอดปลาบางชนิด พอทอดเสร็จจะมีกลิ่นเหม็นคาวปลา ติดมากับน้ำมันด้วย

แหมเพิ่งใช้ไปครั้งเดียว จะทิ้งก็เสียดาย แต่พอจะเอาไปใช้ทอดอย่างอื่น อาหารอื่นก็จะพาลมี กลิ่นคาวปลาติดไปด้วย เสียรสชาติหมด


มีวิธีแก้ค่ะ หลังทอดปลาเสร็จ ให้เอามันมันฝรั้งฝานบางๆ หรือหอมใหญ่ฝาน หรือหอมแดงบุบ ก็ได้ค่ะ แล้วแต่จะมี ใส่ลงไปทอดสักครู่ จะช่วยลดกลิ่นคาวปลาในน้ำมันลงได้ค่ะ แต่ถ้าจะให้ดีที่สุดนะคะ ถ้าเรารู้ว่า ปลาชนิดนั้นๆ ทอดแล้วจะมีกลิ่นคาว หรือน้ำมันจะเสีย ก็ให้ใช้น้ำมันที่เคยผ่าน การใช้มาแล้ว ยกตัวอย่างเช่น ใช้ครั้งแรก ทำกุ้งชุบแป้งทอด น้ำมันที่เหลือยังใช้ได้อยู่ เอามาใช้ทอดปลา พอใช้ทอดปลาเสร็จ ก็จะได้ทิ้งไป ไม่เสียดายมากค่ะ

อย่าเอามาทอดซ้ำๆกันมากเกินไป จนน้ำมันดำ ไม่ดีต่อสุขภาพค่ะ


ขอบคุณ : thaifooddb




read more

ทอดมันกุ้งดอกเฟื่องฟ้า

ทอดมันกุ้งดอกเฟื่องฟ้า

ส่วนผสมสำหรับทอดมัน 20-25 ชิ้น
เวลาเตรียม 45 นาที เวลาปรุง 20 นาที

  • กุ้งแชบ๊วยแกะเอาแต่เนื้อ ผ่าหลังดึงเส้นดำทิ้ง 150 กรัม
  • ดอกเฟื่องฟ้าสีตามชอบ 20-25 ดอก
  • น้ำปลา 1/4 ช้อนชา
  • พริกไทยป่น 1/2 ช้อนชา
  • ใบมะกรูดซอยละเอียด 2 ใบ
  • ถั่วฝักยาวซอยบางตามขวาง 1/4 ถ้วย
  • น้ำมันสำหรับทอด

ส่วนผสมน้ำพริกแกง
  • พริกแห้งเม็ดใหญ่กรีดนำเมล็ดออกแช่น้ำจนนิ่ม 1 เม็ด
  • พริกขี้หนูแห้งกรีดนำเมล็ดออกแช่น้ำจนนิ่ม 2 เม็ด
  • หอมเล็กซอยบางตามขวาง 1 ช้อนโต๊ะ
  • กระเทียมกลีบเล็กปอกเปลือก 8 กลีบ
  • ข่าสับหยาบ 1/2 ช้อนโต๊ะ
  • ตะไคร้ซอยบาง 1 ช้อนโต๊ะ
  • ผิวมะกรูดหั่นฝอย 1 ช้อนชา
  • รากผักชีสับหยาบ 1 ช้อนโต๊ะ
  • ลูกผักชีคั่วไฟอ่อนจนหอม 1/4 ช้อนชา
  • ยี่หร่าคั่วไฟอ่อนจนหอม 1/4 ช้อนชา
  • เกลือ 1 ช้อนชา
  • กะปิ

ส่วนผสมอาจาด

  • น้ำตาลทราย 3/4 ถ้วย
  • น้ำเปล่า 1/2 ถ้วย
  • น้ำส้มสายชู 1/4 ถ้วย
  • เกลือ 1 ช้อนชา
  • แตงกวาซอยบาง 1/4 ถ้วย
  • หอมเล็กหรือหอมแขกซอยบางตามขวาง 1/4 ถ้วย
  • พริกชี้ฟ้าสีเหลือง และสีแดง ซอยบางตามขวาง 1/4 ถ้วย

วิธีทำ
  • ทำอาจาด โดยผสมน้ำตาล น้ำเปล่า น้ำส้มสายชูลงในหม้อ ยกขึ้นตั้งไฟปรุงรสด้วยเกลือ
    เคี่ยวต่อจนเหนียวดี ปิดไฟ พักให้เย็น เทใส่ถ้วย ใส่แตงกวา หอม และพริกชี้ฟ้า
    ลงไป คนเล็กน้อย พักไว้
  • ทำทอดมันโดยเริ่มจาก ตำพริกกับเกลือจนละเอียด ใส่ข่า ตะไคร้ ผิวมะกรูด รากผักชี ลูกผักชี ยี่หร่า โขลกจนละเอียด แล้วจึงใส่หอม กระเทียม และกะปิ ตำจนเนียนเข้ากัน ตักใส่ถ้วยพักไว้
  • ล้างกุ้งให้สะอาด ซับด้วยกระดาษทิชชู หรือผ้าให้แห้ง ใส่ลงครกแล้วตำกุ้งจนละเอียดและเหนียว ใส่น้ำพริกแกงในข้อหนึ่งลงตำให้เข้ากันดี
    ตักส่วนผสมออกจากครก ใส่ลงในชามนวดต่ออีกสักพักจนส่วนผสมเหนียว ใส่ใบมะกรูดซอยและถั่วฝักยาว น้ำปลาและพริกไทยป่น นวดจนเข้ากัน พักไว้
  • ล้างดอกเฟื่องฟ้าให้สะอาด ซับให้แห้ง นำส่วนผสมทอดมันปั้นเป็นก้อนแล้วยัดใส่ตรงกลางดอกเฟื่องฟ้า ทำอย่างนี้จนส่วนผสมและดอกไม้หมด
  • ตั้งน้ำมันให้ร้อน ใส่ดอกเฟื่องฟ้าที่ยัดไส้แล้วลงทอดจนสุก ตักขึ้นซับน้ำมัน เสิร์ฟทันทีคู่กับอาจาด


ขอบคุณเมนูจาก healthandcuisine
read more

แอลกอฮอล์ช่วยบำบัดโรคได้จริงหรือ

เคยสงสัยหรือไม่ คำกล่าวอ้างที่ว่า ดื่มแอลกอฮอล์พอเป็นกระษัย ดื่มเป็นยา ดื่มแก้โรคความดัน หรือดื่มเพื่อให้หลับสบาย... ไม่ว่าจะเป็นยาดอง สุรา เบียร์ หรือแม้แต่ไวน์ สามารถช่วยบรรเทอาการต่างๆ เหล่านั้นได้จริงหรือไม่

จากข้อมูลวิจัยจากประเทศฝรั่งเศส หรือเฟรนช์พาราดอกซ์ (French Paradox) ทำให้วงการโภชนาการสั่นสะเทือนหลังประกาศว่าแอลกอฮอล์ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจ จนเกิดข้อถกเถียงกันอย่างแพร่หลาย งานวิจัยนี้ศึกษาในฝรั่งเศสที่คนดื่มไวน์เป็นประจำ แต่มีปัญหาโรคหัวใจน้อย ทั้งๆ ที่กินอาหารไขมันสูง ความดีจึงถูกยกให้กับสารแอนติออกซิแดนท์ในไวน์แดง แต่นักวิจัยเชื่อว่าสิ่งที่ป้องกันโรคหัวใจที่แท้จริงคือแอลกอฮอล์ในไวน์ ซึ่งน่าจะหมายความว่า ไม่ว่าเบียร์ ไวน์ หรือวิสกี้ อาจให้ประโยชน์ต่อหัวใจพอๆ กันถ้าดื่มพอควร

  • แอลกอฮอล์กับหัวใจ
ข้อดี นักวิจัยจากฮาร์วาร์ดพบว่า แอลกอฮอล์ช่วยเพิ่มระดับเอชดีแอลซึ่งเป็นคอเลสเทอรอลที่ดี ลดการแข็งตัวของเกล็ดเลือด ลดการดื้อต่ออินซูลิน ช่วยป้องกันโรคหัวใจสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และในผู้ที่มีประวัติหัวใจวายมาก่อน ปัจจุบันนักวิจัยชาวยุโรปเชื่อว่า แอลกอฮอล์เกี่ยวข้องกับระดับสารที่ทำให้เกิดการอักเสบ เช่น สารซีอาร์พี หากทำให้สารนี้ลดลงจะป้องกันโรคหัวใจได้

ข้อเสีย การดื่มแอลกอฮอล์วันละ 3 ดริ๊งค์ขึ้นไปอาจทำให้อ้วน เพิ่มความเสี่ยงโรคความดันโลหิตสูงไขมันไตรกลีเซอไรด์สูง เส้นเลือดสมองตีบหรือแตก หัวใจล้มเหลว ดร.ร็อค แจ็คสัน นักระบาดวิทยาไม่เชื่อในข้อดีของแอลกอฮอล์ เพราะข้อมูลการวิจัยส่วนใหญ่ไม่สามารถพิสูจน์ผลได้ว่าแอลกอฮอล์ให้ผลดีต่อหัวใจจริง

  • แอลกอฮอล์และสมอง
ข้อดี การดื่มพอควรช่วยป้องกันความเสี่ยงอัลไซเมอร์และความจำเสื่อม เมื่อนักวิจัยแห่งศูนย์การแพทย์เบธอิสราเอดีคอเนสในรัฐบอสตัน เปรียบเทียบผู้ที่ไม่ดื่มเลยกับผู้ที่ดื่มสัปดาห์ละ 1 6 ดริ๊งค์ โดยใช้อาสาสมัคร 6,000 คน พบว่าผู้ที่ดื่มมีความเสี่ยงโรคความจำเสื่อมน้อยกว่า งานวิจัยจากฮาร์วาร์ดยังแสดงว่า ผู้หญิงที่ดื่มวันละดริ๊งค์มีความเสี่ยงจากสโตร๊คชนิดหลอดเลือดแดงอุดตันเพียงครึ่งเดียว

ข้อเสีย การดื่มมากเร่งให้สมองเสื่อมเร็ว ร่างกายขาดวิตามินบี 1 ถ้ารุนแรงอาจทำให้ความจำ การเรียนรู้ลดลง เพิ่มความเสี่ยงสโตร๊คหรือภาวะเสี่ยงอันตรายอันเกิดจากสมองไม่ได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอ

  • แอลกอฮอล์และเบาหวาน
ข้อดี การดื่มในระดับน้อยถึงปานกลางช่วยลดความเสี่ยงเบาหวานลงได้ 36 เปอร์เซ็นต์ ทั้งยังลดความเสี่ยงโรคหัวใจในผู้ป่วยเบาหวานด้วย

ข้อเสีย ทำให้อ้วน เพราะแอลกอฮอล์ให้แคลอรีสูง ซึ่งอาจนำมาสู่โรคเบาหวาน ความดัน และโรคหัวใจผู้ดื่มหนักอาจเสี่ยงโรคเมตาโบลิกซินโดรม (อ้วนลงพุงร่วมกับร่างกายดื้อต่ออินซูลิน ความดันโลหิตสูงคอเลสเทอรอลและไตรกลีเซอไรด์สูง รวมทั้งอันตรายต่อตับ) โดยเฉพาะในผู้ที่เริ่มดื่มเมื่ออายุยังน้อย

  • แอลกอฮอล์และโรคมะเร็ง
ข้อดี ไวน์แดงและเบียร์ดำมีสารพอลิฟีนอล ซึ่งเป็นสารแอนติออกซิแดนท์สูง (เช่นเดียวกับผลไม้ ผักและชา) ช่วยป้องกันมะเร็งได้ ฮ็อปซึ่งใช้ผลิตเบียร์มีสารแอนติออกซิแดนท์ที่ชื่อว่า แซนโทฮูมอล (xanthohumol) ช่วยชะลอการเติบโตของเซลล์มะเร็งและเพิ่มฤทธิ์เอนไซม์ซึ่งทำหน้าที่ต่อต้านมะเร็ง

ข้อเสีย การดื่มมากเกินไปเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งในช่องปาก หลอดอาหาร กระเพาะ ตับ เต้านม และลำไส้ใหญ่ สมาคมโรคมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกาเน้นว่า การดื่มเพียงวันละดริ๊งค์ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งเต้านมได้แล้ว

  • แอลกอฮอล์และกระดูก
ข้อดี การกินอาหารที่มีซิลิคอนสูงช่วยเพิ่มความหนาแน่นของกระดูกสะโพก ป้องกันกระดูกแตกหักนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยทัฟพบว่าเบียร์มีสารซิลิคอนสูง ซึ่งช่วยสะสมแคลเซียมและแร่ธาตุอื่นๆ ในกระดูก

ข้อเสีย ซิลิคอนพบมากในอาหารหลายชนิด โดยเฉพาะธัญพืชไม่ขัดสีและผักประเภทหัว จึงไม่จำเป็นต้องดื่มจากเบียร์ เพราะแอลกอฮอล์รบกวนการสร้างกระดูกและการทำงานของแคลเซียม วิตามินดี และฮอร์โมนเอสโทรเจน จึงเพิ่มความเสี่ยงกระดูกพรุนและทำให้กระดูกแตกหักจากการหกล้มได้ง่าย

  • ความอ้วนกับแอลกอฮอล์
แคลลอรีจากแอลกอฮอล์มักสะสมที่พุงมากกว่าแคลอรีจากอาหารชนิดอื่นๆ แต่การดื่มน้อยกลับเป็นผลดีในการลดพุงได้ แต่ต้องเป็นวันละ 1 ดริ๊งค์เท่านั้น งานวิจัยจากคลินิกเมโยในผู้ใหญ่ 8 - 200 คน พบว่าผู้ที่ดื่มวันละดริ๊งค์ลดความเสี่ยงพุงพลุ้ยลงถึง 54 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ดื่ม แต่การดื่มมากกว่า 4 ดริ๊งค์ขึ้นไปเพิ่มความเสี่ยงโรคอ้วน 46 เปอร์เซ็นต์ เพราะแคลอรีที่ได้จากอาหารจะถูกเปลี่ยนเป็นไขมันสะสมในร่างกายยกเว้นว่าเพิ่มการออกกำลังกายให้มากขึ้น

ไวน์แก้วขนาด 150 มิลลิลิตรหรือเบียร์ประมาณ 360 มิลลิลิตร (1 กระป๋อง) ให้พลังงานเฉลี่ย 100 - 150 กิโลแคลอรีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ผสมเครื่องดื่มอย่างอื่นอาจมีพลังงานสูงถึงหลายร้อยกิโลแคลอรี ยิ่งกว่านั้น เมื่อเวลาที่ดื่มสังสรรค์มักจะมีอาหารที่มีแคลอรีสูงกินร่วมด้วย จึงทำให้อ้วนได้ง่าย

การดื่มแอลกอฮอล์พอประมาณให้ประโยชน์แก่ร่างกาย แต่ไม่จำเป็นที่ต้องแนะนำให้ดื่มเพื่อสุขภาพ ผู้ที่ควรงดได้แก่หญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร หรือผู้ขับขี่ยานพาหนะ ผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรผู้มีปัญหาไขมันไตรกลีเซอไรด์สูง ตับอ่อนอักเสบหัวใจล้มเหลว หรือผู้รับประทานยาบางชนิดเป็นประจำ ควรปรึกษาแพทย์ถึงความปลอดภัยในการดื่มด้วย เพราะแอลกอฮอล์อาจมีผลรบกวนต่อการทำงานของยา



ที่มา ... วิชาการดอทคอม
read more

ขนมปังแฮมชีส

ขนมปังแฮมชีส

ส่วนผสม

ตัวขนมปัง
  • แป้งขนมปัง 300 g 
  • Instant dried yeast 6 g 
  • น้ำตาล 20 g 
  • เกลือ 5 g 
  • เนยจืด 30 g 
  • ไข่ 1 ฟอง + นมสด 210-220 g 

ไส้
  • แฮม ตัดเป็นชิ้นเล็กๆ 100 g 
  • Cheddar Cheese ตัดเป็นชิ้นเล็กๆ 50 g 

หน้า
  • หอมใหญ่ ซอย 50 g 
  • Mayonnaise 5 tbsp 
  • Gruyère Cheese ขูดฝอย 50 g 

วิธีทำ

  • ใส่แป้งครึ่งหนึ่งลงผสมกับ Instant dried yeast ในชาม คนให้เข้ากัน ใส่น้ำตาล เกลือ แล้วคนอีกรอบ ใส่ส่วนผสมของไข่กับนม ลงไปในแป้ง ใช้พายยางหรือช้อนคันใหญ่คนให้ส่วนผสมเข้ากัน
  • ใส่แป้งที่เหลือลงไป นวดเล้กน้อยให้แป้งจับตัวรวมกัน นำก้อนแป้งออกจากชาม
    นวดประมาณ 5 นาที
  • ใส่เนยแล้วนวดจนเข้ากันดี (รวมเวลานวดทั้งหมด ประมาณ 10นาที) จนแป้งเนียนและนุ่ม
  • นำก้อนแป้งใส่ลงใน ชามที่ทาเนยไว้ พักแป้งไว้จนขึ้นประมาณ 2 เท่า (1 ชม-1 ชมครึ่ง
    แล้วแต่ความร้อนของอุณหภูมิห้องเตรียมพิมพ์โดยปูกระดาษรองอบไว้ในพิมพ์ พักไว้
  • นำแป้งออกจากชามแล้วรีดแปงให้เป็น สี่เหลี่ยมโรยแฮมและชีสให้ทั่ว แล้วม้วนให้เป็นแท่ง กดให้แน่น แล้วตัดเป็น 6 ชิ้น วางลงในพิมพ์ที่เตรียมไว้โดยวางด้านที่ตัดไว้ด้านล่าง
  • เปิดเตาอบไว้ที่อุณภูมิ 200°C. เตรียม topping โดยผสมส่วนผสมทั้งหมดเข้าด้วยกัน
    (ปรุงแต่งรสตามใจค่ะ ส่วนตัวเองชอบเพิ่ม mayonnaise) ปล่อยให้ขนมปังขึ้นเกือบ 2เท่า
    แล้วราดด้วย topping นำเข้าอบนาน 10 นาที แล้วลดอุณหภมิลงเหลือ 180°C
    แล้วอบต่อ อีก 10-15 นาที เป็นอันเสร็จ
read more

น้ำส้มคั้นวันละแก้วห่างไกลจากโรคนิ่ว

น้ำส้มคั้น เป็นเครื่องดื่มยอดฮิตของสาวๆ หลายคน เพราะนอกจากจะมีวิตามินซีซึ่งดีต่อผิวพรรณแล้ว ยังมีผลดีต่อสุขภาพอีกด้วย ล่าสุดมีงานวิจัยที่เผยว่าการดื่มน้ำส้มคั้นวันละแก้ว

ยังอาจช่วยป้องกันการเกิดโรคนิ่วในไต โดยมีประสิทธิภาพดีกว่าน้ำผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวอื่นๆ (Citrus juices) อย่างเช่น น้ำมะนาว (lemonade) โดยกลุ่มนักวิจัยกล่าวว่าคนส่วนใหญ่มักคิดว่า การดื่มน้ำผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวไม่ว่าจะมาจากผลไม้ชนิดใดก็ตาม ก็สามารถป้องกันการเกิดนิ่วในไตได้เหมือนกันหมด เนื่องจากเครื่องดื่มเหล่านี้มีสารซิเตรต (citrate) จากธรรมชาติที่ช่วยเพิ่มปริมาณซิเตรตในปัสสาวะ และลดความเป็นกรดของปัสสาวะจึงลดการเกิดนิ่วในไตได้ แต่จากงานวิจับกลับพบว่า แม้ว่าน้ำผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวทั้งหลายจะมีปริมาณซิเตรตที่ใกล้เคียงกัน แต่มีน้ำผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวเพียงบางชนิดเท่านั้น ที่อาจช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดนิ่วในไตได้ โดยโรคนิ่วในไตนั้น มักเกิดจากจากที่ปัสสาวะมีความเข้มข้นมาก จนตกตะกอนเป็นนิ่ว มักเกิดที่ไตบริเวณกรวยไต และเมื่อก้อนนิ่วหลุดลงมาท่อไต ก็จะเกิดอาการปวดท้องทันที และพบว่าเมื่อเป็นนิ่วแล้วโอกาสที่จะเกิดเป็นซ้ำประมาณครึ่งหนึ่งในเวลา 10 ปี ทำให้หลายคนที่เคยเป็นโรคนี้ ต้องหันมากินยาที่ลดกรดยูริกในปัสสาวะพวกโพแทสเซียมซิเตรต (potassium citrate) เพื่อช่วยป้องกันการเกิดใหม่ของก้อนนิ่ว แต่ก็อาจได้รับผลข้างเคียงจากยาที่ทำให้เกิดการระคายเคืองของระบบทางเดินอาหารได้ บางคนจึงหันไปดื่มน้ำผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวที่มีสารซิเตรตจากธรรมชาติแทน เพื่อป้องกันไม่ให้ก้อนนิ่วเกิดซ้ำอีก ดังนั้นการดูแลเรื่องอาหารการกิน และพฤติกรรมการใช้ชีวิต อาจช่วยยับยั้งการสะสมของผลึกก้อนนิ่วที่จะเกิดขึ้นใหม่ได้




จากผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร The Clinical Journal of the American Society of Nephrology ที่ได้ศึกษาผลของการดื่มน้ำส้มคั้น และน้ำมะนาวในการป้องกันการเกิดนิ่วในไต ในอาสาสมัคร 13 คน ซึ่งมีทั้งผู้ที่เคยเป็นโรคนิ่วในไตมาก่อน และไม่เคยเป็นโรคนิ่วเลย โดยแบ่งการทดลองออกเป็น 3 ระยะ ระยะแรกให้ดื่มน้ำเปล่า ระยะต่อมาให้ดื่มน้ำส้มคั้น และระยะสุดท้ายให้ดื่มน้ำมะนาว โดยเครื่องดื่มทั้งหมดนี้จะให้ดื่มครั้งละ 13 ออนซ์ พร้อมอาหาร 3 มื้อต่อวัน ติดต่อกัน 1 อาทิตย์ และตลอดเวลาที่ทดลองนี้ ยังมีการควบคุมปริมาณอาหารที่มีผลต่อการเกิดนิ่ว พบว่าการดื่มน้ำส้มคั้นจะเพิ่มปริมาณของสารซิเตรตในปัสสาวะทำให้ปัสสาวะมีความเป็นกรดลดลง และยังลดการตกผลึกของกรดยูริก (uric acid) และแคลเซียมออกซาเลท (calcium oxalate) ที่เป็นส่วนประกอบหลักของก้อนนิ่วจึงลดความเสี่ยงในการเกิดโรคนิ่วในไต ขณะที่การดื่มน้ำมะนาวไม่มีผลต่อระดับสารซิเตรตในปัสสาวะ จึงอาจไม่มีผลช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคนิ่วในไต

กลุ่มนักวิจัยเชื่อว่าการที่น้ำส้มคั้นมีประสิทธิภาพดีกว่าน้ำมะนาวในการยับยั้งการเกิดโรคนิ่วในไต ทั้งๆ ที่เครื่องดื่มทั้ง 2 นั้น มีปริมาณของสารซิเตรตใกล้เคียงกัน อาจเป็นผลมาจากส่วนประกอบอื่นที่แตกต่างกันในน้ำผลไม้ทั้ง 2 ชนิด โดยการดื่มน้ำมะนาวนั้น จะได้รับทั้งสารซิเตรตและไฮโดรเจน (hydrogen ion) ที่สามารถขัดขวางการทำงานของสารซิเตรตในการที่จะลดภาวะความเป็นกรดของปัสสาวะ ขณะที่การดื่มน้ำส้มคั้นจะได้ทั้งสารซิเตรต และโพแทสเซียม (potassium ion) ที่ไม่มีผลต่อการทำงานของสารซิเตรต ทำให้น้ำส้มคั้นอาจกลายเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการป้องกันการเกิดโรคนิ่วในไต


ขอบคุณ : นิตยสาร HealthToday


read more

3 ประโยชน์เด่น 'ข้าวโอ๊ตโยเกิร์ต'

ช่วงนี้เด็กในวัยเรียนกำลังปิดเทอม อาจจะเอ็นจอย อีทติ้ง เพลิดเพลินกับเรื่องรับประทานจนน้ำหนักตัวเพิ่ม มีผลให้ชุดยูนิฟอร์มคับแน่น ต้องซื้อใหม่ ส่วนผู้ใหญ่ก็ใช่ว่าจะต่าง หากกินมาก กินจุบจิบ ความอ้วนมาเยือนได้ไม่ยาก


เพื่อไม่ให้หิวบ่อย รับประทานถี่ คงต้องเลือกอาหารที่อิ่มอยู่ท้อง อย่าง "ข้าวโอ๊ต" ธัญพืชมากคุณประโยชน์ที่รับประทานแล้วทำให้รู้สึกอิ่มนาน เมื่อไม่มีอาหารลงท้องบ่อยๆ ก็เท่ากับได้ควบคุมน้ำหนัก หรือลดอ้วนไปในตัว


นอกจากนี้ ข้าวโอ๊ตยังอุดมด้วยไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำ ชื่อ เบต้า-กลูแคน ช่วยเสริมประสิทธิภาพระบบขับถ่าย และที่สำคัญคือ ไฟเบอร์หรือกากใยอาหารในข้าวโอ๊ตทำหน้าที่ราวกับฟองน้ำซับคอเลสเตอรอลในลำไส้ แล้วขับออกมาจากร่างกาย จึงช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ลดความเสี่ยงปัญหาหลอดเลือด และโรคหัวใจ


ทราบประโยชน์ของข้าวโอ๊ตแล้วอยากรับประทาน แต่ติดอยู่ที่รสชาติไม่ได้อร่อยถูกปาก โปรดอย่าเพิ่งถอดใจ ลองทำเมนูของว่างง่ายๆ เช่น "ข้าวโอ๊ตโยเกิร์ต" เพียงแค่มีโยเกิร์ตรสธรรมชาติสัก 1 ถ้วย ใส่ข้าวโอ๊ตลงไปผสมราว 2 ช้อนโต๊ะ แล้วเติมน้ำผึ้งเพิ่มรสหวานเล็กน้อย จะช่วยชูรสให้กลมกล่อม รับประทานได้ง่ายขึ้น ทั้งยังสามารถใส่ผลไม้ เช่น กล้วย สตรอเบอรี่ เข้าไปได้อีก


ทว่าไม่ชอบรับประทานโยเกิร์ต ลองเปลี่ยนใช้นมสดแทน โดยใช้นมสดสัก 1 แก้ว ใส่หม้ออุ่นให้ร้อน ระหว่างนั้นเติมข้าวโอ๊ต และน้ำผึ้ง คนเรื่อยๆ จนส่วนผสมให้เข้ากันเป็นอันเสร็จ ตักใส่ชาม รับประทานตอนอุ่นๆ แต่ไม่ควรปล่อยให้เย็นชืด เพราะข้าวโอ๊ตจะอืดนม ดูไม่น่ารับประทานและเสียรสชาติ



ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
read more

Top 10 ผักริมรั้วเพิ่มอายุยืน

ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ใช้ค่า ORAC (Oxygen Radical Absorbance Capacity) เพื่อวัดความสามารถของผักในการขจัดฟรีแรดิคัล หากค่ายิ่งสูง แสดงว่ายิ่งมีประสิทธิภาพในการต้านฟรีแรดิคัลมาก

ช่วยปกป้องเซลล์จากการถูกทำลาย และชะลอความเสื่อมของอวัยวะต่างๆภายในร่างกาย ซึ่งเป็นสาเหตุของความแก่ ครั้นย้อนมาดูในสวนบ้านเราก็พบสุดยอดผักไทยๆหลายชนิดที่ช่วยเพิ่มความเป็นหนุ่มเป็นสาว โดยสามารถเรียงลำดับตามค่า ORAC จากมากไปหาน้อยได้ดังนี้


ใบมันปู





ยอดมะม่วงหิมพานต์






ใบส้มแป้น






เสม็ดชุน





ผักสะเดา





 ผักเหลียง





 ผักชีล้อม





ผักหนาม





ผักพูม





ผักกระเฉด


ยิ่งเป็นผักตามฤดูกาล และปลูกโดยไม่ใช้สารเคมี รับรองว่าให้คุณประโยชน์ต่อร่างกายสูงค่ะ

ขอบคุณ : ชีวจิต
read more