ข้อเสนอพิเศษ ลองดู

Wednesday, 21 August 2013

7 เมนูที่ควรเลี่ยงยามท้องว่าง

สำหรับอาหาร 7 อย่างที่คุณควรหลีกเลี่ยงเวลาท้องว่าง เห็นจะหนีไม่พ้น



1.เหล้า กระเทียม เพราะจะยิ่งไปกระตุ้นเยื่อบุกระเพาะอาหาร ส่งผลให้เป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบ และเป็นแผลในกระเพาะอาหารได้





2.น้ำตาล หรืออาหารหวาน เช่น น้ำอัดลม ลูกอม ช็อกโกแลต เพราะจะทำให้โปรตีนรวมตัวกับน้ำตาล ซึ่งจะส่งผลต่อการดูดซึมโปรตีนทุกชนิด และลดสมรรถภาพการทำงานของระบบหมุนเวียนเลือด รวมถึงไต




3.ชาแก่ จะทำให้กรดเกลือของน้ำย่อยในกระเพาะอาหารเจือจาง เกิดอาการใจสั่น เวียนศีรษะ มือเท้าไม่มีแรง





4.ลูกพลับ เป็นตัวกระตุ้นให้กระเพาะอาหารหลั่งกรดเกลือออกมามาก ทำให้เจ็บหน้าอก คลื่นไส้ และเป็นแผลในกระเพาะอาหาร




5.กล้วย เพราะจะเพิ่มธาตุแมกนีเซียมในเลือดให้สูงขึ้น ทำให้สูญเสียสัดส่วนของแคลเซียม และแมกนีเซียม เป็นการยับยั้งการทำงานของหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพเป็นอย่างมาก





6.ผัก เพราะหากรับประทานผักอย่างเดียวขณะท้องว่าง จะทำให้ท้องอืด




7.นมและถั่วเหลือง แม้จะอุดมด้วยโปรตีน แต่จะเกิดประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อกระเพาะอาหารมีสารประเภทแป้งอยู่

อย่างไรก็ตาม แถมท้ายอีกนิดว่า ขณะท้องว่างไม่ควรอาบน้ำ และออกกำลังกาย เพราะอาจทำให้เกิดอาการช็อกได้ง่าย เนื่องจากน้ำตาลในเลือดต่ำ


ขอบคุณ : หนังสือพิมพ์สยามธุรกิจ
read more

ซาซิมิผลไม้

ซาชิมิผลไม้

ส่วนผสม (สำหรับ 4 ที่)
เตรียม 20 นาที ปรุง 20 นาที

  • แตงโมสีแดงหั่นเลียนแบบเนื้อปลาโอ 12 ชิ้น
  • แตงโมสีเหลืองหั่นเลียนแบบรูปทรงไข่หวาน 12 ชิ้น
  • สาลีหิมะหั่นเลียนแบบเนื้อปลากะพง 12 ชิ้น
  • แคนตาลูปหั่นเลียนแบบเนื้อปลาแซลมอน 12 ชิ้น
  • ปูอัด 16 ชิ้น
  • ผักกาดแก้วหั่นฝอย หัวผักกาดขาวญี่ปุ่นหั่นฝอย แครอทหั่นฝอยสำหรับรองจาน
  • ใบโอบะ ไควาเระ และใบตองจักให้สวยงาม สำหรับตกแต่ง


ส่วนผสมน้ำจิ้มซาชิมิส่วนที่เป็นผลไม้ (ต่อ 1 ที่)
  • พริกขี้หนูสับ 5 เม็ด
  • น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา
  • โชยุ 3 ช้อนโต๊ะ
  • โชยุผสมส้มยุสุ 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำผึ้ง ¼ ช้อนชา
  • เกลือเล็กน้อย


ส่วนผสมน้ำจิ้มปูอัด
  • โชยุ และ วาซาบิตามชอบ

วิธีทำ
  • จัดผลไม้ต่าง ๆ ที่หั่นแล้ว และปูอัด ลงบนจานให้สวยงาม นำไปแช่เย็นเตรียมไว้
  • ผสมส่วนผสมน้ำจิ้มซาชิมิผลไม้รวมกัน ใส่ถ้วยพักไว้ ส่วนผสมน้ำจิ้มปูอัด ให้รินโชยุใส่ถ้วยไว้ใบหนึ่ง แยกกับวาซาบิ
  • เสิร์ฟ โดยนำจานซาชิมิที่จัดไว้อย่างสวยงามแล้วออกมาจากตู้เย็น เสิร์ฟเคียงกับน้ำจิ้มทั้งสองชนิด สำหรับปูอัดเมื่อจะรับประทานให้ใช้ตะเกียบป้ายวาซาบิเล็กน้อยแล้วปาดลงบนชิ้นปูอัด ก่อนคีบปูอัดลงจิ้มโชยุ พร้อมรับประทาน

ขอบคุณบทความจาก healthandcuisine
read more

เมนูดับร้อน

มิ้ลค์เชครสแคนตาลูป

ส่วนผสม
  • นมสด 1/2 ถ้วย (4 จิ๊กเกอร์)

  • น้ำเชื่อม 1 ช้อนโต๊ะ (1/2 จิ๊กเกอร์)
  • ไอศครีมวนิลา 1 ก้อน
  • แคนตาลูปหั่นชิ้น 1/2 ถ้วย
  • อัลมอนด์บด 1 ช้อนชา
  • น้ำแข็งทุบ

วิธีทำ

1.ใส่ส่วนผสมทั้งหมดลงในโถปั่น ปั่นจนละเอียดเนียนดี

2. เทใส่แก้วทรงสูงโรยด้วยอัลมอนด์สไลด์




สมูทตี้องุ่นครีมชีส

ส่วนผสม
  • องุ่นแดง 150 กรัม
  • ครีมชีส 50 กรัม
  • น้ำมะนาว 1 ช้อนชา
  • น้ำแข็งก้อน

วิธีทำ

1. ล้างองุ่นให้สะอาดแล้วใส่เครื่องปั่น ตามด้วยครีมชีส น้ำมะนาว
    ปั่นจนส่วนผสมทั้งหมดเนียนเปนเนื้อเดียวกัน

2. เทใส่แก้ว เติมน้ำแข็งสัก 4-5 ก้อน ดื่มขณะเย็นๆ แก้วนี้จะช้วยให้อิ่มท้อง


ข้อมูลจาก food.thaibizcenter
read more

Tuesday, 13 August 2013

7 สุดยอดอาหารที่ควรรับประทานเป็นประจำ


ผักผลไม้ดังต่อไปนี้นอกจากเป็นอาหารที่มีสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายสูงแล้ว ยังเป็นอาหารที่หาได้ง่ายราคาไม่แพง จึงควรรับประทานเป็นประจำหรืออย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง

1. มะเขือเทศ
มะเขือเทศหั่นเป็นชิ้น 1 ถ้วย ให้วิตามินซี 76 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน นอกจากนั้นยังมีสารต้านอนุมูลอิสระไลโคปีนสูง ซึ่งช่วยป้องกันโรคมะเร็ง รวมถึงปกป้องเซลล์ผิวไม่ถูกแสงแดดทำลาย

คำแนะนำ : ควรนำมะเขือเทศไปปรุงให้สุกด้วยความร้อนจะช่วยให้ไลโคปีนในมะเขือเทศสูงขึ้น รวมทั้งควรรับประทานกับไขมันที่ดี เช่น น้ำมันมะกอก เพื่อช่วยให้ร่างกายดูดซึมสารไลโคปีนได้ดีขึ้น

2. แครอท
แครอทเป็นหนึ่งในผักที่มีวิตามินเอสูง แครอทสุก 1 ถ้วยมีวิตามินเอมากกว่าที่ร่างกายต้องการแล้ว แครรอทมีสารต้านอนุมูลอิสระ falcarinol ซึ่งช่วยป้องกันมะเร็ง

คำแนะนำ : รับประทานแครอทแบบปรุงสุกดีกว่ารับประทานดิบ และควรต้มก่อนนำมาหั่น เพราะผลการวิจัยพบว่าช่วยให้มีสาร falcarinol สูงกว่า หั่นก่อนต้ม 25 เปอร์เซ็นต์

3. เห็ด
นักวิจัยจากสหรัฐอเมริกาพบว่าเห็ดมีสารอาหารซึ่งช่วยกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนั้นยังมีผลการวิจัยหลายชิ้นพบว่าเห็ดมีสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอีกด้วย

4. ถั่วแดง
ผลการวิจัยพบว่าถั่วแดงที่ราคาไม่แพงและหาซื้อได้ง่าย มีสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งช่วยป้องกันโรคร้ายต่าง ๆ มากกว่าสตรอว์เบอรรี่ ราสเบอรี่ และแอบเปิ้ลเสียอีก

5. กระเทียม
กระเทียมช่วยกระตุ้นให้ร่างกายผลิตเซลล์เม็ดเลือดขาว เพื่อใช้ต่อต้านเชื้อโรคต่าง ๆ ได้มากขึ้น นอกจากนั้นกระเทียมยังมีสารที่ช่วยลดคอเลสเตอรอล ส่งผลให้หัวใจมีสุขภาพแข็งแรงมากขึ้น

คำแนะนำ : กระเทียมดิบมีสารอาหารมากกว่ากระเทียมสุก ถ้าจะนำไปผัดหรือใช้ความร้อนควรทุบกระเทียมก่อนปรุงประมาณ 10 นาที เพื่อป้องกันไม่ให้ความร้อนทำลายสารอาหารสำคัญไปเสียหมด และไม่ควรผัดหรือปรุงด้วยความร้อนนานเกินไป

6. กล้วย
กล้วยเป็นผลไม้ที่มีโปแตสเซียมสูง ผลการวิจัยจากเกาหลีพบว่า กล้วยเป็นหนึ่งในผลไม้ที่มีสารอาหารซึ่งช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ รวมทั้งยังช่วยป้องกันโรคหัวใจวายอีกด้วย


7. มันเทศ
มันเทศ มีวิตามินเอ 61 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน นอกจากนั้นยังอุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีนที่ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง วิตามินอีที่ช่วยให้ผิวมีสุขภาพดี รวมทั้งเป็นอาหารไฟเบอร์สูงที่ช่วยลดคอเลสเตอรอลและเป็นผลดีต่อระบบการย่อยอาหาร


ขอบคุณ : นิตยสารแพรว
read more

เบอร์รี่คุณค่าของมันสมราคาจริงหรือ?

บลูเบอร์รี่ ถูกจัดเป็นผลไม้อีกชนิดหนึ่งที่มีชื่อเสียงโด่งดังอย่างมากจากผู้บริโภคในเมืองหนาว (แน่นอนว่า อีกสาเหตุหนึ่งเป็นเพราะ ราคาของบลูเบอร์รี่ที่เมืองหนาวนั้นไม่ได้สูงขนาดที่เราเจอในเมืองไทย เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวยต่อการปลูกมากกว่า)

ในประเทศสหรัฐอเมริกา บลูเบอร์รี่ถึงขนาดได้โดนจัดว่าเป็นผลไม้ที่มีความนิยมสูงเป็นอันดับสอง รองจากสตรอเบอร์รี่ เนื่องมาจากหลายๆ ปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยทางด้านรสชาติที่มีความอร่อย หรือประโยชน์ คุณค่าของมัน

การจะกินบลูเบอร์รี่ให้ได้ประโยชน์สูงสุดนั้น ควรที่จะกินแบบดิบๆ มากกว่าที่จะกินแบบนำไปอบหรือเอาไปปรุงเป็นของหวาน


(ยังไม่นับว่ากินดิบๆ จะได้รสชาติที่ดีกว่าด้วย!) บลูเบอร์รี่นั้นเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ ที่มีส่วนช่วยในการต่อต้านมะเร็ง บลูเบอร์รี่ สามารถจะถูกแช่อยู่ในช่องแช่แข็งโดยที่ไม่ทำลายสารต้านอนุมูลอิสระ Anthocyanin ซึ่งเป็นสารที่ทำให้ร่างกายมีความแข็งแรงสมบูรณ์ มีผลวิจัยที่เคยลองเอาบลูเบอร์รี่ไปแช่ในช่องแข่แข็งนานถึง 6 เดือนและนำออกมาตรวจสอบสารต้านอนุมูลอิสระ Anthocyanin พบว่าไม่ได้มีปริมาณที่ต่ำลงเลย ถึงแม้ราคาจะแพง แต่เราสามารถเก็บรักษาบลูเบอร์รี่ได้เป็นเวลานาน!


บทความจาก live-everymoment
read more

มันฝรั่งสีม่วงสามารถลดความดันโลหิตสูง

มันฝรั่งสีม่วง สามารถลดความดันโลหิตสูง

องค์การอนามัยโลกกำหนดไว้ในปี พ.ศ.2542 ว่าผู้ที่มีความดันโลหิตมากกว่า 140/90 มม.ปรอท ถือว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งมีโอกาสเป็นอัมพาตหัวใจล้มเหลว หลอดเลือดหัวใจตีบมากกว่าผู้ที่ไม่มีโรคความดันโลหิตสูง และพบว่าผู้ที่มีความดันโลหิตสูงหากได้รับการรักษาจนความดันโลหิตอยู่ในเกณฑ์ปกติจะสามารถลดอัตราการเกิดอัมพาต หัวใจล้มเหลวได้ มีการศึกษาพบว่า คนเป็นโรคอ้วนและน้ำหนักเกินที่มีปัญหาความดันโลหิตสูงที่รับประทานมันฝรั่งสีม่วงสองครั้งต่อวันสามารถลดความดันโลหิตอย่างมีนัยสำคัญ แต่ไม่ได้หมายความว่ามันฝรั่งทุกรูปแบบสามารถลดความดันโลหิตได้ เช่น มันฝรั่งทอด เฟรนช์ฟรายถูกจัดเป็นอาหารขยะ เนื่องจากมีโซเดียมสูงและ “ความเป็นพิษสูง” เพราะทอดโดยใช้อุณหภูมิสูงทำให้มี “สารอะคริลาไมด์-สารก่อมะเร็ง” ออกมา ในมันฝรั่งยังมี “ค่าดัชนีน้ำตาล (Glycemic Index) อยู่สูงมาก นั่นหมายถึงเปลี่ยนให้เป็นน้ำตาลภายในร่างกายได้เร็วมาก



การศึกษาของ ดร.โจ วินสัน 
แห่งมหาวิทยาลัยสแครนตัน รัฐเพนซิลวาเนีย ใช้มันฝรั่งสีม่วง (Purple Majesty)

ที่ปรุงสุกอย่างถูกต้องในเตาอบไมโครเวฟโดยไม่ต้องใช้น้ำมันหรือเนย ในการศึกษาใช้อาสาสมัครที่มีสุขภาพดีรับประทานมันฝรั่งสีม่วงขนาดเล็กประมาณ 6 ถึง 8 ผลปรุงสุกในเตาอบไมโครเวฟ แล้วทำการตรวจเลือดและปัสสาวะของอาสาสมัครพบว่า สารต้านอนุมูลอิสระของเลือดและปัสสาวะของพวกเขาเพิ่มขึ้นตามปริมาณของมันฝรั่งที่รับประทาน หลังจากนั้นได้คัดเลือกอาสาสมัครสิบแปดคนที่มีน้ำหนักเกิน เป็นโรคอ้วนและมีความดันโลหิตสูง

โดยให้อาสาสมัครครึ่งหนึ่งรับประทานมันฝรั่งสุกสีม่วงพร้อมเปลือกจำนวน 6 ถึง 8 ผลในลักษณะเดียวกันตามที่กล่าวข้างต้น จำนวน 2 ครั้งต่อวัน

อาสาสมัครอีกครึ่งหนึ่งไม่มีมันฝรั่งสีม่วงเลยในอาหารของพวกเขา ผลการศึกษานี้พบว่าน้ำหนักตัวของอาสาสมัครที่รับประทานมันฝรั่งสีม่วงไม่มีการเปลี่ยนแปลง (ไม่เพิ่มขึ้นหรือลดลง) ไม่มีผลกระทบต่อระดับไขมันหรือระดับน้ำตาล มีความดันโลหิตต่ำลงได้แก่ ความดันโลหิตค่าบน คือแรงดันโลหิตขณะที่หัวใจบีบตัว (Systolic) ลดลง 3.5% และความดันโลหิตค่าล่าง (Diastolic) คือ แรงดันโลหิตขณะที่หัวใจคลายตัว ลดลง 4.3% คณะนักวิจัยของ ดร.วินสันเชื่อว่า มันฝรั่งสีขาวและสีแดงอาจให้ผลเช่นเดียวกันแต่ต้องมีการวิจัยเพื่อพิสูจน์กันต่อไป

ผลวิจัยสรุปว่าการรับประทานมันฝรั่งสีม่วงสามารถลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและการอุดตันของเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมองในผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูงได้ เนื่องจากมันฝรั่งสีม่วงมีพฤกษาเคมี (PhytoChemical คือ สารเคมีต่างๆ ที่มีอยู่ในผัก ผลไม้ เป็นสารที่ทำให้เกิดสี กลิ่น รสในผักผลไม้ มีประโยชน์ต่อร่างกายในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ) ที่ให้ผลคล้ายกับ เอซีอี อินฮิบิเตอร์ (ตัวยับยั้ง แองจิโอเทนซิน-คอนเวอร์ติง เอนไซม์ (Angiotensin-Converting Enzyme)

ซึ่งเป็นกลุ่มยาที่ใช้รักษาเบื้องต้นในโรคความดันโลหิตสูง พฤกษาเคมีนี้สามารถพบในบร็อคโคลี่ ผักโขมและสเพราท์ (ผักคล้ายกะหล่ำ) นอกจากนี้การทอด ย่างมันฝรั่งจะทำลายพฤกษาเคมีเหลือไว้เฉพาะแป้งและไขมัน ดังนั้นการปรุงอาหารมันฝรั่งด้วยไมโครเวฟจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์แนวหน้า
read more

กล้วยปิ้งขมิ้นซอสคาราเมล

กล้วยปิ้งขมิ้นซอสคาราเมล

เครื่องปรุงน้ำแช่กล้วยปิ้งขมิ้น
  • หัวกะทิ 1 ถ้วยตวง
  • น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือ ¼ ช้อนชา
  • ขมิ้นผง/ขมิ้นชันบุบพอแตก ½ ช้อนชา
  • กล้วยน้ำว้าห่ามปอกเปลือก 6 ลูก

วิธีทำ

1.เปิดเตาอบโตชิบาไว้ที่ 180องศาเซลเซียส เลือกโปรแกรม Grill

2.ผสมน้ำกะทิปรุงรส ในชามผสมใส่กะทิ น้ำตาลปี๊บ เกลือ และผงขมิ้น ลงไป
คนให้เข้ากัน ให้ส่วนผสมละลายเข้ากัน ชิมรสให้ออก หวาน เค็ม
(ไม่ต้องหวานมากเพราะกะทิส่วนนี้เป็นเพียงน้ำแช่กล้วยเท่านั้น)

3.นำกล้วยที่ปอกแล้วลงไปแช่ในส่วนผสมน้ำกะทิที่เตรียมไว้

4.นำกระทะตั้งไปพอร้อน นำกล้วยที่แช่น้ำกะทิแล้วไปปิ้งให้เหลืองทั้งลูก

5.นำกล้วยที่ปิ้งแล้วมาทับให้แบนบนกระดาษไข แล้วเรียงกล้วยทับลงไปในถาดอบ
ราดด้วยน้ำกะทิที่ผสมไว้ (ในข้อ 2) นำเข้าเตาอบ อบจนสุกแต่ไม่เละและแห้ง

6.นำกล้วยที่อบเสร็จแล้ว ออกจากเตาอบ พักไว้ แล้วนำไปผัดกับคาราเมลซอส



เครื่องปรุงซอสผัดคาราเมลกล้วยปิ้งขมิ้น
  • น้ำตาลทราย 3 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำกะทิที่ปรุงรสแล้ว ½ ถ้วยตวง
  • เนยเค็ม 1 ช้อนโต๊ะ
  • กล้วยทับอบสุกแล้ว 6 ลูก
  • ถั่วทอง สำหรับแต่งหน้า
  • หัวกะทิเข้มข้นรสเค็ม สำหรับแต่งหน้า


วิธีทำ


1.นำกระทะตั้งไฟใส่น้ำตาลทรายลงไปเพื่อทำน้ำตาลไหม้

2.พอได้น้ำตาลไหม้แล้วใส่น้ำกะทิที่ปรุงรสแล้วลงไป คนให้เข้ากัน
เคี่ยวจนเหนียวแต่อย่าให้กะทิ แตกมัน

3.พอซอสเริ่มเหนียวแล้ว ใส่เนยเค็มลงไปคนให้เนยละลาย แล้วชิมรสให้ออก หวาน มัน เค็ม

4.นำกล้วยทับที่อบสุกแล้วลงไปผัดในน้ำซอส ให้น้ำซอสเคลือบชิ้นกล้วย

5.ตักกล้วยปิ้งซอสคาราเมลที่อยู่ในกะทิลงในจานเสิร์ฟแต่งหน้าด้วยถั่วทองและกะทิข้นที่มี
รสเค็ม เสิร์ฟ


ขอบคุณบทความจาก mcdangguide
read more

ขนมปังปิ้งกับสเปรดน้ำพริกกุ้งเสียบ

ส่วนผสมสำหรับ 4 ที่
เตรียม 45 นาที ปรุง 45 นาทีขนมปังชิ้นหนา 4 แผ่น

  • ไข่ไก่ 4 ฟอง
  • ผักกาดแก้วซอยตามชอบ
  • เนยจืดสำหรับทาขนมปังตามชอบ
  • ส่วนผสมสเปรดน้ำพริกกุ้งเสียบ
  • กุ้งเสียบตัวใหญ่ตัดหัวทิ้งแช่น้ำให้นิ่ม 1 ถ้วย
  • ไข่แดงของไข่เค็มดิบ 1 ฟอง
  • พริกแห้งเม็ดใหญ่กรีดเอาเมล็ดออกแช่น้ำจนนิ่ม 3 เม็ด
  • พริกขี้หนูสดคั่วพอสุก 6 เม็ด
  • หอมเล็ก 2 หัว
  • กระเทียมกลีบเล็กปอกเปลือก 4 กลีบ
  • ตะไคร้ซอย 3 ช้อนโต๊ะ
  • กะปิห่อใบตองปิ้งไฟ 1 ช้อนโต๊ะ
  • แป้งสาลี 1 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือ 1 ช้อนชา
  • น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนโต๊ะ
  • นมข้นจืด 1 ถ้วย
  • เนยจืด 1/4 ถ้วย กับ 2 ช้อนโต๊ะ
ส่วนผสมกุ้งเสียบทอดกระเทียม
  • กุ้งเสียบตัวโต 12 ตัว
  • กระเทียมกลีบใหญ่ซอยบาง 1/4 ถ้วย
  • เนยจืด 1/4 ถ้วย
  • เกลือและพริกไทยเล็กน้อย


วิธีทำ
  • ทำสเปรด โดยโขลกพริกแห้งเม็ดใหญ่ให้ละเอียด ใส่พริกขี้หนู หอม กระเทียม ตะไคร้ กะปิ
    ลงโขลกจนเนียนเข้ากันพักไว้
  • ตำกุ้งเสียบในครกอีกใบให้ละเอียด พักไว้
  • ผัดน้ำพริกที่โขลกไว้กับเนย ¼ ถ้วยให้หอม ใส่กุ้งเสียบที่ตำไว้และไข่เค็มดิบลงผัด
    ตามด้วยแป้งสาลี ผัดเร็ว ๆ เพื่อไม่ให้แป้งจับเป็นก้อน เมื่อเข้ากันดีแล้วใส่นม 1/2 ถ้วย
    คนให้เข้ากัน ปรุงรสด้วยเกลือ เติมนมอีก ¼ ถ้วย ปิดไฟ
  • ปั่นส่วนผสมที่ได้ให้ละเอียดแล้วเทกลับลงเคี่ยวต่อในกระทะ ปรุงรสด้วยน้ำตาลปี๊บรอให้ละลาย จึงเติมนมส่วนที่เหลือลงไป คนให้เข้ากัน ปิดไฟใส่เนยอีก 2 ช้อนโต๊ะคนให้ละลายพักไว้
  • ทำกุ้งเสียบทอดกระเทียมโดยใส่เนยจืดลงกระทะตั้งไฟให้ละลาย เจียวกระเทียมในเนยให้กรอบตักขึ้นซับน้ำมัน ใส่กุ้งเสียบลงทอดต่อ พอกรอบ รินเนยที่ใช้ทอดออกจากกระทะ
    โรยเกลือและพริกไทยใส่กุ้ง เคล้าพอเข้ากัน ปิดไฟพักไว้
  • ทอดไข่ดาวในน้ำจนได้ระดับความสุกตามชอบ ตักขึ้นพักไว้
  • ปิ้งขนมปังพอกรอบ ปาดเนยให้ทั่ว ตามด้วยสเปรดน้ำพริกกุ้งเสียบและผัก
    จึงวางไข่ดาวน้ำด้านบน เสิร์ฟเคียงกับ กุ้งเสียบทอดกระเทียม รับประทานทันที

Tip

น้ำที่ใช้ดาวไข่ควรมีปริมาณมากพอเหมาะ โดยวัดจากเมื่อตอกไข่ลงไปแล้วน้ำต้องท่วมไข่
เพื่อให้ไข่สุกทั้งฟอง

ขอบคุณเมนูจาก healthandcuisine
read more

ช็อกโกเมเปิล

ส่วนผสม
  • เวเฟอร์สอดไส้ช็อกโกแลต 50 กรัม ( หั่นแบ่งเป็น 4 ส่วน )
  • น้ำเชื่อมรสช็อกโกแลต ¼ ถ้วยตวง
  • น้ำเชื่อมกลิ่นเมเปิล 3 ช้อนโต๊ะ
  • นมสดพาสเจอร์ไรส์ ¾ ถ้วยตวง
  • ผงโกโก้ 1 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือป่น ¼ ช้อนชา
  • น้ำแข็งป่น 4 ถ้วยตวง
  • เวเฟอร์สอดไส้ช็อกโกแลต 50 กรัม ( หั่นแบ่งเป็น 4 ส่วน สำหรับโรยหน้า )



วิธีทำ
(ทำจากเครื่องปั่นอเนกประสงค์ชาร์ป รุ่น EM-ICE)
  • นำส่วนผสมทั้งหมดใส่ลงในโถปั่นน้ำผลไม้ ปั่นด้วยความเร็วระดับที่ 2
    เวลาประมาณ 1 นาที คนส่วนผสมทุก 30 วินาที
  • เทใส่แก้วจัดเสิร์ฟ โรยหน้าด้วยเวเฟอร์สอดไส้ช็อกโกแลตตกแต่งให้สวยงาม

ขอบคุณที่มา 
read more