ข้อเสนอพิเศษ ลองดู

Saturday, 31 August 2013

ต้มยำวุ้นเส้นน้ำข้น

ส่วนผสมอาหาร 
  • กุ้งสดผ่าหลัง100 กรัม 
  • ปลาหมึกหั่นแว่น100 กรัม 
  • เห็ดฟางผ่าครึ่ง100 กรัม 
  • นมข้นจืด100 กรัม 
  • วุ้นเส้น100 กรัม 
  • ใบมะกรูด2 ใบ 
  • ตะไคร้หั่นบาง1 ต้น 
  • น้ำพริกเผา1 ช้อนโต๊ะ 
  • รากผักชี2 ต้น 
  • ข่า3 แว่น 
  • มะเขือเทศหั่นเสี้ยว2 ลูก 
  • พริกขี้หนูทุบ10 เม็ด 
  • น้ำตาลทราย1 ช้อนโต๊ะ 
  • น้ำปลา2 ช้อนโต๊ะ 
  • น้ำมะนาว2 ช้อนโต๊ะ 
  • น้ำซุป

วิธีทำอาหาร

1 ผสมนมข้นจืด น้ำพริกเผา น้ำปลา น้ำตาลทราย ให้เข้ากันเตรียมไว้

2 ต้มน้ำซุปในหม้อ ใส่ตะไคร้ ใบมะกรูด ข่า รากผักชี ยกขึ้นตั้งไฟให้เดือด แล้วจึงใส่ส่วนผสมที่เตรียมไว้ลงไป

3 รอเริ่มเดือดอีกครั้งให้เติมปลาหมึกสด กุ้งสด มะเขือเทศ เห็ดฟาง และพริกขี้หนูทุบ ต้มให้เดือดแล้วปิดไฟ ใส่น้ำมะนาวลงไปคนให้เข้ากัน ชิมรสตามชอบแล้วยกลง

4 น้ำวุ้นเส้นไปลวกในน้ำเดือดให้เส้นสุกใส ตักขึ้นผ่านน้ำเย็น จัดใส่ชาม ตักต้มยำราดโรยหน้าด้วยผักชีหรือถ้ามีพริกขี้หนูแห้งทอดกรอบด้วยแล้วล่ะก็ขอบออกว่า "สุโค่ย" รีบยกไปเสิรฟทานร้อนๆ กันเลย


read more

อาหารเพื่อหัวใจที่แข็งแรง

การกินอาหารแบบผิดๆ เป็นปัจจัยสำคัญทั้งทำให้หัวใจ หลอดเลือด และความดันเลือดผิดปกติ นำมาซึ่งโรคหัวใจในที่สุด วันนี้จึงมีอาหารที่ดีต่อหัวใจมาแนะนำ

1. ชาเขียว เป็นเครื่องดื่มที่อุดมไปด้วยสารแอนติออกซิแดนต์มากมาย ที่มีประโยชน์โดยตรงในการช่วยลดคอเลสเตอรอลและลดความดันโลหิต

2. ใยอาหาร การรับประทานอาหารที่มีกากใยมากขึ้นอย่างน้อยวันละ 25-35 กรัม เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต ข้าวโอ๊ต ถั่วและผักต่างๆ ช่วยให้หัวใจแข็งแรง

3. น้ำผลไม้คั้นสด เริ่มวันใหม่ด้วยน้ำส้มคั้นสดสักแก้ว น้ำกส้มนั้นอุดมไปด้วยกรดโฟลิกที่ช่วยลดระดับโอโมซิสเตอีน ซึ่งเป็นกรดแอมิโนที่พบว่าสัมพันธ์กับอาการหัวใจวาย หรือลองน้ำองุ่นที่มีฟลาโวนอยด์และเรสเวอราทรอล (resveration) สาระสำคัญจากเปลือกองุ่น ที่ช่วยยับยั้งเซลล์เม็ดเลือดแดงจับเป็นก้อน ซึ่งทำให้เกิดการอุดตัน

4. ผักตระกูลกะหล่ำ ในแต่ละมื้อให้กินผักให้มากขึ้น โดยเน้นผักประเภทกะหล่ำ เช่น กะหล่ำดาว บรอกโคลี และกะหล่ำปลี เพราะมีสารแอนติออกซิแดนท์ที่ดีต่อหัวใจ

5. ถั่วเปลือกแข็ง การศึกษาจากหลายแห่งรายงานว่า การรับประทานถั่วเปลือกแข็ง เช่น อัลมอนด์ พิสตาชิโอ วอลนัท เฮเซลนัท สัปดาห์ละมากกว่า 150 กรัม ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจหรือภาวะหัวใจวายได้ 35 เปอร์เซ็นต์

6. ถั่วเหลือง การรับประทานถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง เช่น เต้าหู้ นมถั่วเหลือง ช่วยลดคอเลสตอรอลได้

7. กระเทียม การรับประทานกระเทียมช่วยยับยั้งการจับตัวกันของเม็ดเลือดแดงที่จะไปอุดตันหลอดเลือดแดง จึงควรกินวันละ 5-10 กลีบ

8. กล้วย อาหารที่มีโพแทสเซียมสูงช่วยลดความดันโลหิตได้ ฉะนั้นนอกจากกล้วยแล้ว มันเทศหรือมันฝรั่งอบ ซอสมะเขือเทศ โยเกริ์ตและแคนตาลูปก็ช่วยได้เช่นกัน
นอกจากรับประทานอาหารสุขภาพเหล่านี้แล้ว การออกกำลังกายสม่ำเสมอและไม่เครียด ก็ช่วยป้องกันหัวในป่วยได้ค่



whanyen
read more

ขาหมูทอดกรอบกับน้ำจิ้มสามรส

ส่วนผสมสำหรับ 1-2 ที่
  • ขาหน้าหมูต้มสุก 1 ขา 
  • กระเทียมบด 1 ถ้วย 
  • น้ำสุก 1 ถ้วย
  • เกลือ 
  • พริกไทยตามชอบ 
  • น้ำมันพืชสำหรับทอด 

เครื่องปรุงน้ำจิ้มแจ่ว
  • หัวหอมแดงซอย 2-3 ช้อนโต๊ะ
  • ต้นหอมซอย 2 ช้อนโต๊ะ
  • ผักชีฝรั่งซอย 2 ช้อนโต๊ะ
  • พริกคั่วป่น 1 ช้อนชา
  • ข้าวคั่วป่น 3 ช้อนชา
  • สะระแหน่เด็ดใบ 1 กิ่ง
  • น้ำมะขาม 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลเชื่อม 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำปลาดี 2-3 ช้อนโต๊ะ

เครื่องปรุงน้ำจิ้มซีฟู้ด
  • พริกขี้หนูสวน 10 เม็ด
  • น้ำมะนาว 2-3 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ เกลือ 1 ช้อนชา
  • กระเทียมสดกลีบเล็ก 10 กลีบ
  • รากผักชี 3 ราก

เครื่องปรุงน้ำจิ้มหวาน
  • พริกขี้หนูสีแดง 10 เม็ด
  • น้ำส้มสายชู 2-3 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือ 1 ช้อนชา
  • กระเทียมสดกลีบเล็ก 10 กลีบ

วิธีทำ

  1. ผสมกระเทียมบดกับน้ำสุกเล็กน้อย จากนั้น นำไปทาลงบนหนังของขาหมู โรยเกลือและพริกไทยให้ทั่ว แล้วใช้เหล็กแหลมเล็กๆ จิ้มหนังให้ทั่วเพื่อให้เครื่องปรุงซึมเข้าเนื้อ นำไปอบให้แห้ง
  2. พักให้เย็นลงก่อนใช้มีดหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ พองาม แล้วนำมาทอดด้วยไฟแรงจนหนังกรอบ จัดเสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มสามรส 

ขอบคุณ www.Lisaguru.com
read more

สปาเกตตีซีฟู้ดซอสเบซิล

ส่วนผสมสำหรับ 2-3 ที่
  • เส้นเพนเน่ลวกสุก 200 กรัม 
  • เนื้อหอยเชลล์ 50 กรัม 
  • ปลาหมึกหั่นแว่น 1 ตัว 
  • กุ้งแกะเปลือก 30 กรัม 
  • น้ำมันหอย 1 ช้อนโต๊ะ 
  • ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ 
  • กระเทียมสดสับ 1 ช้อนโต๊ะ 
  • พริกไทยอ่อน 1-2 ช่อ
  • พริกขี้หนูบุบ 1-2 เม็ด 
  • พริกชี้ฟ้าซอย 1 เม็ด 
  • ไวน์ขาว 1/2 ถ้วย 
  • ใบโหระพา 1 -2 ต้น 
  • เมล็ดอัลมอนด์คั่ว 20 กรัม 
  • น้ำมันมะกอก 3 ช้อนโต๊ะ 
  • เกลือเล็กน้อย 
  • พริกไทยดำป่นหยาบตามชอบ 
วิธีทำ
  1. ใส่กระเทียม ใบโหระพา อัลมอนด์ และน้ำมันมะกอก ปั่นให้เข้าด้วยกัน สำหรับเป็นเบซิลหรือซอสโหระพานั่นเอง
  2. ตั้งกระทะใส่น้ำมันมะกอก ใส่เนื้อสัตว์ต่างๆ ลงผัดพอสุก ใส่ซอสเบซิลแล้วตามด้วยเครื่องปรุงที่เหลือ และเส้นเพนเน่ผัดให้เข้ากัน ชิมรสตามชอบ จัดใส่จาน พร้อมเสิร์ฟ

ขอบคุณ www.Lisaguru.com
read more

หอยแมลงภู่ซอสกะหรี่

ส่วนผสม (สำหรับ 8 ที่)
  • หอยแมลงภู่ 1 กิโลกรัม
  • น้ำมันมะกอก 2 ช้อนโต๊ะ
  • กระเทียมบุบ 5 หัว
  • หอมหัวใหญ่หั่นเต๋า 1 หัว
  • น้ำเปล่า 1/2 ถ้วย
  • วิปปิ้งครีม 1 ถ้วย
  • ไข่แดง 1 ฟอง
  • ผงกะหรี่ 1 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือ พริกไทย สำหรับปรุงรส
  • ใบพาร์สลีย์สับสำหรับตกแต่ง

วิธีทำ

  1. ล้างและดึงภู่ออกจากหอยแมลงภู่เตรียมไว้ ตั้งหม้อไฟกลาง ใส่น้ำมัน กระเทียม และหอมหัวใหญ่ ผัดให้เข้ากัน เติมน้ำ ใส่หอยแล้วปิดฝาทิ้งไว้ประมาณ 10 นาทีหรือจนหอยสุกสังเกตเปลือกหอยเปิด ปิดไฟยกลง กรองน้ำออกเก็บไว้ แล้วแกะเปลือกหอยจัดเรียงใส่จานให้สวยงาม
  2. ผสมวิปปิ้งครีม ไข่แดง ผงกะหรี่ และน้ำสต๊อกที่กรองไว้ให้เข้ากัน ตั้งหม้อไฟอ่อน ใส่ส่วนผสมลงคนจนเดือดระวังอย่าให้ไข่แดงจับตัวเป็นก้อน ปรุงรสด้วยเกลือและพริกไทยตามชอบ ปิดไฟก่อนราดลงบนหอย ตกแต่งด้วยพาร์สลีย์สับ


ขอบคุณบทความจาก healthandcuisine
read more

หากรู้ตัวว่าเป็นโรคเกี่ยวกับลำไส้

อยากแนะนำให้ผู้ที่ปัญหาดังกล่าวคือ 'แครอต' และ 'กะหล่ำปลี' ที่มีสรรพคุณรักษาแผลในกระเพาะอาหาร ทั้งยังช่วยบำรุงลำไส้อีกด้วย

โดยแครอต อุดมด้วยเบต้าแคโรทีน สามารถกำจัดเชื้อแบคทีเรีย ตัวการก่อโรคแก่ลำไส้ใหญ่ ทำลายอนุมูลอิสระ ต้านมะเร็ง ส่วนกะหล่ำปลี ช่วยทำความสะอาดลำไส้ บรรเทาอาการอักเสบของแผลในลำไส้ แก้จุกเสียดแน่นท้อง แก้ท้องผูก ทั้งยังมีผลวิจัยทางการแพทย์ระบุว่า กินกะหล่ำปลีสามารถลดอัตราการป่วยเป็นมะเร็งได้

ดังนั้น การกินแครอตและกะหล่ำปลีจึงดีต่อลำไส้ ระบบขับถ่าย และต้านมะเร็ง โดยเฉพาะแครอต การจะได้รับสารอาหารเต็มเปี่ยมควรเลือกผลใหญ่ แก่จัด สีเข้ม ทว่ากินน้ำกะหล่ำปลีเขียวมักจะพบว่ามีกลิ่นรสที่ไม่ชวนรับประทาน ก็แก้ไขให้กินง่ายขึ้นได้ เพียงกินพร้อมกับน้ำแครอต น้ำแอปเปิ้ล น้ำขิง

ส่วนสัปดาห์นี้พบกับสูตรเครื่องดื่มสุขภาพ
ให้คุณประโยชน์อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น ซึ่งมีส่วนผสมดังนี้...
  • แครอต 2 ถ้วย
  • กะหล่ำปลีเขียว 1 ถ้วย
  • น้ำแข็งป่นพอประมาณ
วิธีทำ ล้างผักให้สะอาด แล้วนำแครอตขูดเป็นเส้นเล็กๆ ส่วนกะหล่ำปลีให้หั่นเป็นชิ้นหยาบ ได้แล้วนำไปสกัดพร้อมกันด้วยเครื่องสกัดน้ำผักผลไม้ เสร็จแล้วดื่มทันที หรือจะเติมน้ำแข็งป่นเพิ่มความเย็นสดชื่นก็ย่อมได้


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
read more

ผัดมะระปลาเค็ม

ส่วนผสมอาหาร 

มะระจีน (600 กรัม) หั่นบาง1 ลูก
ปลาอินทรีเค็ม (50 กรัม)1 ชิ้น
น้ำมันพืช1/2 ถ้วย
กระเทียมไทยสับ1 ช้อนใต๊ะ
น้ำ2 ช้อนโต๊ะ
ซอสปรุงรส2 ช้อนชา
กระเทียมเจียว

วิธีทำอาหาร

1 ลวกมะระในหม้อน้ำเดือดด้วยไฟแรง แล้วตักขึ้นแช่น้ำเย็นทันทีเพื่อให้มะระกรอบ

2 ทอดปลาเค็มในกระทะกับน้ำมัน 1/2 ถ้วยด้วยไฟกลางจนสุกเหลือง ตักขื้น หั่นเนื้อปลาเค็มเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า

3 ตั้งกระทะบนไฟกลาง เทน้ำมันที่เหลือ พอร้อน ใส่กระเทียมลงผัดพอเหลืองหอม ใส่ปลาเค็มทอด มะระลวก และน้ำ ผัดด้วยไฟแรงอย่างเร็วให้เข้ากัน ปรุงรสด้วยซอสปรุงรส ผัดพอทั่วปิดไฟ

4 ตักผัดมะระปลาเค็มใส่จาน โรยกระเทียมเจียว ตกแต่งด้วยพริกชี้ฟ้าสีแดงหั่นเส้น เสิร์ฟร้อน ๆ

ขอบคุณ www.dumenu.com
read more

เคี้ยวหมากฝรั่ง ลดกรดไหลย้อน

กรดไหลย้อน ไม่ได้เป็นโรคร้ายแรง แต่ก็สร้างปัญหาให้กับหลายคน ไม่น้อย
ขอแนะนำเคล็ดลับช่วยลดอาการกรดไหลย้อนด้วยการเคี้ยว หมากฝรั่ง

ซึ่งมีผลวิจัยจากประเทศอังกฤษ พบว่า ผู้ที่เป็นกรดไหลย้อนรุนแรง การเคี้ยวหมากฝรั่งหลังอาหารเป็นเวลา 30 นาที สามารถช่วยลด กรดไหลย้อน แน่นเฟ้อ จุกเสียดได้ เพราะการเคี้ยวหมากฝรั่งจะช่วยให้ร่างกายผลิตน้ำลายได้มากขึ้น ซึ่งช่วยเจือจางกรดให้เป็นกลาง หากต้องการลดอาการกรดไหลย้อน ก็ควรหลีกเลี่ยงอาหารขยะ จำพวกเบอร์เกอร์ อาหารแปรรูปต่างๆ ด้วย


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นิตยสารทีวีอินไซต์
read more

หอยนางรม บำรุงตับ-ไต

หลังจากน้ำท่วมเริ่มลดลง ลมหนาวก็ตั้งท่าแวะมาเยือน 'มุมสุขภาพ' จึงแนะนำสูตรซุปร้อนๆ ทำกินกันให้เหมาะกับสภาพอากาศ สำหรับซุปสูตรนี้มี 'หอยนางรม' เป็นส่วนผสมหลัก

โดยหอยนางรมนั้น อุดมด้วยวิตามินเอ บี1 บี2 บี3 ซี และดี มีแร่ธาตุหลายชนิด อย่างเหล็ก คอปเปอร์ ไอโอดีน แมกนีเซียม แคลเซียม ซิลค์ แมงกานีส และฟอสฟอรัส ให้สรรพคุณเสริมการทำงานของตับและไต เพิ่มพละกำลัง เลือดลมไหวเวียนดี ลดความเสี่ยงโรคที่เกี่ยวกับต่อมน้ำเหลืองและวัณโรค บำรุงสุขภาพทางเพศ เช่น แก้ปัญหาประจำเดือนไม่สม่ำเสมอของผู้หญิง ส่วนผู้ชายการแก้การหลั่งโดยไม่รู้ตัว

ทั้งนี้มีคำแนะนำสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง เป็นโรคตับ และติดเชื้อเอชไอวี ไม่ควรกินหอยนางรมที่ไม่สุก เนื่องจากอาจมีเชื้อแบคทีเรียปะปนอยู่

ส่วนสูตรซุปหอยนางรม มีเครื่องปรุงที่ต้องเตรียมดังนี้...
  • หอยนางรม 2 ถ้วย
  • เนื้อไก่ 1 ถ้วย
  • หอมหัวใหญ่ 2 หัว
  • อบเชย-กานพลู 2 ช้อนชา
  • พริกไทยเม็ด 2 ช้อนชา
  • เกลือป่น 2 ช้อนชา
  • ขึ้นฉ่าย 3-4 ต้น

วิธีทำ หอยนางรมล้างให้สะอาด ส่วนเนื้อไก่ต้มสุกแล้วฉีกเป็นเส้น หอมหัวใหญ่หั่นเป็นชิ้นแว่น จากนั้นตั้งน้ำประมาณครึ่งหม้อ แล้วใส่อบเชย กานพลู พริกไทยเม็ด(ทุบพอแหลก) กระทั่งน้ำเริ่มเดือดจึงใส่ไก่ฉีก หอมหัวใหญ่ พร้อมเติมเกลือ หันไปตักหอยนางรมใส่ถ้วยไว้ เมื่อซุปเดือดได้ที่ให้ตักน้ำซุปใส่ถ้วยที่มีหอยนางรมรองอยู่ หอยจะสุกจากความร้อนของซุป สุดท้ายเด็ดขึ้นฉ่ายโรยหน้า และควรกินตอนซุปกำลังร้อนๆ.


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
read more

Friday, 30 August 2013

พิซซ่าหน้าปิดไส้ซีฟู้ดซอสขาว

ส่วนผสมแป้ง (สำหรับ 4 ชิ้นใหญ่)
  • แป้งขนมปัง 2 ถ้วย
  • ยีสต์ 1 ช้อนชาพูน
  • น้ำอุ่น 1/2 ถ้วย
  • น้ำมันมะกอก 1/4 ถ้วย
  • มะกอกดำสับ 2 ช้อนโต๊ะ
  • ออริกาโน 1 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือ 1/2 ช้อนชา
  • น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ
  • มอสซาเรลล่าชีสขูด และพาร์เมซานชีสขูด
    สำหรับโรยหน้าตามชอบ

วิธีทำ
  1. ผสมแป้ง ยีสต์ เกลือและน้ำตาลรวมกันใส่ชามผสม
  2. ผสมน้ำอุ่นและน้ำมันมะกอกรวมกันใส่ลงผสมกับแป้ง ใช้นิ้วคนจนเข้ากัน ใส่มะกอกดำและออริกาโน นวดต่อจนแป้งเนียนประมาณ 10 นาที ปั้นเป็นก้อนกลมปิดด้วยฟิล์มถนอมอาหารพักไว้ 30 นาทีให้แป้งขึ้นฟู
  3. แบ่งแป้งเป็น 4 ส่วนรีดให้เป็นแผ่นกลมบางประมาณ 3 มิลลิเมตร ตักไส้ซีฟู้ดซอสขาวใส่ครึ่งแผ่นโดยเว้นขอบไว้ประมาณ ½ นิ้ว โรยหน้าด้วยมอสซาเรลล่า และ พาร์เมซานชีส พับแป้งประกบกันเป็นครึ่งวงกลม จับจีบคล้ายทำกะหรี่พัฟ นำเข้าเตาอบอุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียสประมาณ 15 นาทีหรือจนแป้งเหลืองสวย

ส่วนผสมไส้ซีฟู้ดซอสขาว
  • เนื้อกุ้งหั่นชิ้น 1/2 ถ้วย
  • ปลาหมึกหั่นชิ้นเล็ก 1/2 ถ้วย
  • ปลาแซลมอนหั่นชิ้น 1/2 ถ้วย
  • พริกหวานสามสีหั่นเต๋าเล็ก 1/2 ถ้วย
  • ไวน์ขาวเล็กน้อย(ไม่ใส่ก็ได้)
  • ไธม์ เล็กน้อย
  • น้ำมันมะกอกเล็กน้อย
  • หอมหัวใหญ่สับ 2 ช้อนโต๊ะ
  • เนยจืด 3 ช้อนโต๊ะ
  • แป้งสาลีอเนกประสงค์ 3 ช้อนโต๊ะ
  • วิปปิ้งครีม 1 1/4 ถ้วย
  • เกลือ พริกไทย สำหรับปรุงรส

วิธีทำไส้
  1. ตั้งกระทะให้ร้อนใส่น้ำมันมะกอกเล็กน้อยผัดพริกหวานจนหอมนำขึ้นพักไว้ ใส่ซีฟู้ดลงผัดใส่ไธม์ ไวน์ขาวปรุงรสด้วยเกลือพริกไทย พอสุกนำขึ้นพักไว้
  2. ผัดเนยกับหอมหัวใหญ่ในหม้อสำหรับทำซอสด้วยไฟอ่อน พอหอมหัวใหญ่เริ่มสุกใส่แป้งสาลีผัดให้เข้ากัน เติมวิปปิ้งครีมตีด้วยตะกร้อมือจนข้นเป็นเนื้อเดียว ใส่ส่วนผสมในข้อ 1 ลงคนให้เข้ากัน ปรุงรสด้วยเกลือ พริกไทย ชิมรสให้จัดเผื่อใส่แป้งพิซซ่าจะได้พอดี พักไว้ให้เย็น


read more

ห่อหมกมะพร้าวอ่อนเนื้อปลา

ส่วนผสม (สำหรับห่อหมก 1 ลูกมะพร้าว)
เตรียม 20 นาที ปรุง 1 ชั่วโมง (รวมเวลานึ่ง)
  • เนื้อปลาช่อนหรือปลาอินทรีสด แล่หนังและดึงก้างออกหั่นเป็นชิ้น 1 ถ้วย
  • เนื้อมะพร้าวอ่อน 1½ ถ้วย
  • น้ำมะพร้าวอ่อน ½ ถ้วย
  • กะหล่ำปลีลวกบีบน้ำให้หมาดซอยเป็นเส้นบาง ½ ถ้วย
  • พริกแกงแดง 3 ช้อนโต๊ะ
  • ไข่ไก่ 3 ฟอง
  • น้ำตาลปี๊บ 1½ ช้อนชา
  • เกลือ ½ ช้อนชา
  • น้ำปลา 2 ช้อนชา
  • พริกชี้ฟ้าแดงซอยตามชอบ
  • ใบมะกรูดซอยตามชอบ
  • มะพร้าวแก่ผ่าครึ่งผล 1 ผล
  • ส่วนผสมกะทิสำหรับหยอดหน้า
  • หัวกะทิ ½ ถ้วย
  • แป้งข้าวเจ้า 1 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือ 1/8 ช้อนชา

วิธีทำ

  1. ปั่นเนื้อมะพร้าวกับน้ำมะพร้าวรวมกันให้ละเอียด เทใส่ชามผสม แล้วใส่พริกแกงแดง ไข่ไก่ 2 ฟอง คนให้ละลายเข้ากันดี เทใส่หม้อ ยกขึ้นตั้งไฟอ่อน ปรุงรสด้วย น้ำตาล เกลือ น้ำปลา แล้วคนไปเรื่อย ๆ จนส่วนผสมเริ่มข้น ใส่เนื้อปลาลงไป โดยเหลือชิ้นปลาไว้แต่งหน้าห่อหมกสัก 2-3 ชิ้น พอเนื้อปลาเริ่มเปลี่ยนสี ปิดไฟ แล้วนำส่วนผสมทั้งหมดไปปั่นให้ละเอียด
  2. เทส่วนผสมห่อหมกใส่หม้อใบเดิม ตั้งไฟอ่อน คนต่อสักพักปิดไฟ
  3. เคี่ยวกะทิสำหรับหยอดหน้าห่อหมก โดยผสมทุกอย่างคนให้เข้ากัน ยกขึ้นตั้งไฟ คนตลอดจนส่วนผสมเนียนข้น ปิดไฟ
  4. ใส่กะหล่ำปลีลวกลงในมะพร้าวที่เตรียมไว้ ก่อนตักส่วนผสมในข้อสองใส่ทับลงไปจนเต็มมะพร้าวที่ผ่าเตรียมไว้ นำไปนึ่งด้วยไฟกลาง จนสุก เปิดฝาลังถึง วางชิ้นปลาสำหรับตกแต่งแล้วหยอดหน้าด้วยน้ำกะทิ ปิดฝานึ่งต่ออีกสักพักจนปลาสุก ปิดไฟ โรยหน้าด้วยพริกชี้ฟ้าแดง และใบมะกรูดซอย จัดเสิร์ฟ



ขอบคุณบคทความจาก healthandcuisine




read more

เคล็ดลับ วิธีเก็บไข่เค็มให้ได้นาน ๆ

บ้านไหนที่ชอบทานไข่เค็ม วันนี้์มีวิธีเก็บไข่เค็มต้มให้เก็บไว้ได้นาน ๆ แถมยังมีสีสวยมาบอก...

ถ้าพูดถึงไข่เค็ม ทุกคนก็คงนึกถึงไข่เค็มไชยา เพราะจัดเป็นไข่เค็มที่มีชื่อเสียงที่สุด มีรสชาติเค็มนิดรสมันหน่อย ไม่เค็มจัดเหมือนไข่เค็มทั่วไป สามารถนำมาแปลงเป็นอาหารได้หลายอย่าง

ไข่เค็มประเภทดิบที่ยังไม่เค็มจัดสามารถนำมาทอดเป็นไข่ดาว ส่วนที่เป็นไข่ขาวจะออกรสเค็มไม่มาก

ไข่เค็มที่ต้มสุกแล้วก็จะนำไปทานกับข้าวต้มได้รสอร่อยทีเดียว

วิธีเก็บไข่เค็มต้มให้ได้นาน ๆ ทำได้โดย ใส่สารส้มลงไปในน้ำที่ใช้ต้มไข่ อีกทั้งสารส้มจะทำให้สีของไข่ขาวสวยกว่าไข่ทั่วไปอีกด้วย

ถ้าอยากเก็บไข่เค็มต้มไว้ทานนาน ๆ นำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติตามกันได้.

ขอบคุณข้อมูลจาก ezythaicooking
read more

ราดหน้าเกี๊ยวหมูทะเลผักรวม

ส่วนผสมอาหาร 
  • กุ้ง แกะเปลือก10-12 
  • ตัว ปลาหมึก 1 ตัว
  • เกี๊ยวหมู10-15 
  • ตัว บล็อกโคลี่หั่นชิ้นพอคำ
  • แครอท ปอกเปลือกหั่นแว่น
  • ข้าวโพดอ่อน ผ่าครึ่ง
  • เห็ดแชมปิยองหรือเห็ดฟาง ผ่าซีก
  • กระเทียมสับ
  • น้ำมันมะกอก
  • น้ำเปล่าหรือน้ำซุป
  • คนอร์หมูหรือไก่
  • เต้าเจี้ยว
  • ซอสหอยนางรม
  • ซีอิ้วขาว
  • น้ำตาลทราย
  • แป้งข้าวโพด
  • เกลือ (ไว้ใส่ตอนลวกบล็อคโคลี่ แครอทและข้าวโพดอ่อน)
  • พริกไทยป่น ไว้โรยหน้าตอนราดน้ำราดหน้าแล้ว
  • พริกน้ำส้ม
  • พริกป่น
  • น้ำปลา
  • น้ำตาลทราย

วิธีทำอาหาร

1 ลวกบล็อคโคลี่ แครอทและข้าวโพดอ่อนให้สุก แล้วแช่ในน้ำเย็น เพื่อให้สีของผักคงสีเดิมไว้ ต่อจากนั้นก็ลวกเกี๊ยวหมูให้สุก พักไว้

2 ริ่มทำน้ำราดหน้า โดยตั้งกระทะเทน้ำมันมะกอกลงไป พอน้ำมันเริ่มร้อน ก็ใส่กระเทียม เจียวให้เป็นสีเหลืองทอง ต่อจากนั้นก็ใส่กุ้ง ปลาหมึกและเห็ดแซมปิยองตาม ปรุงรสด้วยซีอิ้วขาวและซอสหอยนางรม คลุกเคล้าให้เข้ากัน เติมน้ำเปล่าหรือน้ำซุปลงไป พอน้ำซุปเริ่มเดือด ก็ใส่คนอร์ เต้าเจี้ยว และน้ำตาลทรายตาม ชิมให้ได้รสชาติที่ต้องการ

3 ต่อจากนั้นก็ค่อย ๆ ใส่แป้งข้าวโพดที่ละลายน้ำเปล่าลงไป คนให้เข้ากัน จนได้ความข้นตามที่ต้องการ

4 จัดเกี๊ยวและผักที่ลวกไว้ลงในจาน ราดน้ำราดหน้าลงไป โรยหน้าพริกไทยป่นตบท้าย แค่นี้ก็ได้ราดหน้าเกี๊ยวหมูทะเลผักรวมแสนอร่อยแล้ว


ที่มาของข้อมูล : We Are FroM BeLGiUM @ Bloggang
read more

สารอาหารที่เซลล์มะเร็งต้องการ

ใครที่ไม่อยากเป็นมะเร็ง สารอาหารที่เซลล์มะเร็งต้องการมีอะไรบ้าง ...

1. น้ำตาล เช่น น้ำตาลทรายขาว โดยใช้น้ำตาลจากธรรมชาติแทน เช่น น้ำผึ้ง แต่ต้องใช้ในปริมาณที่น้อยมาก เกลือ มีสารจำเป็นที่เซลล์มะเร็งนำไปใช้ ควรงด หรือในปริมาณน้อย

2. นม ควรดื่ม นำนมถั่วเหลืองทดแทน

3. เซลล์มะเร็ง เจริญเติบโตในสภาพที่เป็นกรด การบริโภคเนื้อสัตว์ทำให้เกิดสภาพเป็นกรด ควรรับประทานอาหารประเภทปลา ดีกว่าหมู เนื้อ และเนื้อสัตว์ มีแบคทีเรีย ใช้โฮโมนในการเจริญเติบโตปนเปื้อน ที่เป็นอันตรายต่อคนไข้ที่เป็นมะเร็ง

4. 80% ของผักและนำผลไม้สด ถั่วเมล็ดแห้ง ธัญพืช จะช่วยให้ร่างกายมีสภาพเป็นด่าง 20% จากอาหารที่ปรุงแล้ว น้ำผักและผลไม้สด จะให้เอนไซม์ที่ง่ายต่อการดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย เพื่อไปเสริมสร้างความแข็งแรงให้เซลล์ที่ดี ดังนั้นควรดื่มน้ำผักสด และกินผักดิบ 2-3 ครั้งต่อวัน

5. หลีกเลี่ยงชา กาแฟ ช็อกโกแลต ที่มีคาเฟอีนที่สูง เป็นดื่มชาเขียวที่มี สารต้านมะเร็ง
ดื่มน้ำสะอาด หรือน้ำกรองดีที่สุด หลีกเลี่ยงน้ำประปา และเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ที่มีสภาพเป็นกรด

6. เนื้อสัตว์ ย่อยยาก และต้องการเอนไซม์ในการย่อยเป็นจำนวนมาก และเนื้อที่ย่อยไม่หมด จะคงตกค้างอยู่ในลำไส้ อันนำไปสู่สารพิษตกค้าง

7. เซลล์มะเร็ง มีโปรตีนที่ยากแก่การทำลายเป็นเกราะป้องกัน การบริโภคเนื้อสัตว์น้อยลง จะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายไปทำลายเซลล์มะเร็งได้ง่ายขึ้น

8. อาหารเสริมบางอย่างช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบภูมิคุ้มกัน เพื่อไปทำลายเซลล์มะเร็ง เช่น วิตามินอี วิตามินซี

9. เซลล์มะเร็ง เป็นเชื้อโรคของจิตใจ ร่างกาย และจิตวิญญาณ การควบคุมอารมณ์ และมองโลกในแง่ดีจะช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันดีขึ้น อารมณ์โกรธ หรือความเครียดจะสร้างสภาพความเป็นกรดให้ร่างกาย ควรเรียนรู้ที่จะรัก และให้อภัย พักผ่อนและสนุกกับการใช้ชีวิต

10. เซลล์มะเร็งไม่สามารถเจริญเติบโตในที่มีออกซิเจนได้ การออกกำลังกายทุกวัน และหายใจเข้าลึกลึก จะช่วยเพิ่มระดับ ออกซิเจนในเซลล์ การบำบัดด้วยออกซิเจนก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะทำลายเซลล์มะเร็ง

รู้อย่างนี้แล้ว ถ้าไม่อยากเป็นมะเร็ง หันมาดูแลรักษาสุขภาพกันดีกว่า.


ขอบคุณ : phiriya.com


read more

ลาบขากบทอดกับกระเทียมบด

เตรียม 30 นาที ปรุง 20 นาที
ส่วนผสม
  • ขากบ 12 ขา
  • น้ำปลาดี 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา
  • ข่าอ่อนสับ 1 ช้อนโต๊ะ
  • ผักแขยงสับ 1 ช้อนชา
  • น้ำมะนาว 1 ½ ช้อนโต๊ะ
  • ข้าวคั่วป่น ½ ถ้วย
  • พริกขี้หนูแห้งคั่วป่นตามชอบ
  • น้ำมันสำหรับทอด
  • ผักสลัดตามชอบ
  • ใบมะกรูดตามชอบ
  • ข้าวคั่วและพริกป่นสำหรับตกแต่งจานตามชอบ

ส่วนผสมกระเทียมบด
  • กระเทียมกลีบใหญ่ปอกเปลือกแล้วหั่นครึ่งกลีบ ½ ถ้วย
  • ไวน์ขาว ½ ช้อนโต๊ะ
  • วิปปิ้งครีมสด 1 ช้อนโต๊ะ
  • เนยละลาย 3 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือเล็กน้อย
  • น้ำเปล่าสำหรับต้มกระเทียม

วิธีทำ
  1. ทำกระเทียมบด โดยต้มกระเทียมนาน 10-15 นาที ปิดไฟ ตักกระเทียมขึ้นมาบดผ่านแร่ง หรือปั่นให้ละเอียด เติมไวน์ขาว วิปปิ้งครีม เนยละลาย และเกลือ คนผสมให้เข้ากัน พักไว้
  2. ผสมน้ำปลา น้ำตาล ข่าอ่อน ผักแขยง รวมกัน คนให้น้ำตาลละลายจนหมด ใส่ขากบลงไปหมัก นาน 10-15 นาที
  3. ผสมข้าวคั่วและพริกป่นรวมกันเตรียมไว้ จากนั้นใส่น้ำมันลงในกระทะตั้งไฟกลางให้ร้อน เมื่อน้ำมันร้อนแล้ว รินน้ำมะนาวใส่ลงในขากบที่หมักไว้ ใช้ช้อนคนพอให้รสเปรี้ยวของมะนาวเคลือบบนชิ้น แล้วนำขากบไปคลุกกับข้าวคั่วผสมพริกป่นที่เตรียมไว้ ก่อนนำลงทอด จนสุก ตักขึ้นซับน้ำมัน
  4. ทอดใบมะกรูดในน้ำมันที่ยังร้อนอยู่จนกรอบ ตักขึ้นสะเด็ดน้ำมัน
  5. จัดเสิร์ฟ โดย ปาดกระเทียมบดบนจานตามชอบ เรียงลาบขากบทอดลงไป เคียงด้วยผักสลัดตามชอบ ตกแต่งจานด้วยข้าวคั่ว และพริกป่น พร้อมเสิร์ฟ

ขอบคุณเมนูจาก healthandcuisine
read more

กำเนิดซีอิ๋ว

ซีอิ๊ว หรือภาษาอังกฤษเรียก Soy sauce เป็นซอสปรุงรสที่ใช้กันมากที่สุดในโลก วันนี้มาลองติดตามกันว่า ประเทศไหนเป็นต้นกำเนิด ซีอิ๊ว ประเทศไหนทำให้ ซีอิ๊ว แพร่หลายไปทั่วโลก

จุดเริ่มต้นของ ซีอิ๊ว แน่นอนว่าต้องอยู่ในประเทศจีนย้อนหลังไปกว่า 1 พันปี บริเวณตอนใต้ของจีนและภาคเหนือของไทย อ่านดูแล้วอาจจะยัง งงงวยอยู่ว่า ชื่อ ซีอิ๊ว มันภาษาจีนชัด ๆ จะมาเกี่ยวกับประเทศไทยไปได้อย่างไร

เชื่อหรือไม่ แรงบันดาลใจของ ซีอิ๊ว เกิดจาก "น้ำปลา" ครับ แต่โบราณแล้วที่จีนกับไทยมีการค้าขายกันในท้องถิ่นใกล้เคียง และทำให้ชาวจีนมีความคุ้นเคยกับ "น้ำปลา" ซอสที่เกิดจากการหมักเกลือกับปลาของไทยนี่แหละ ทำให้คนจีนสมัยนั้นเกิดความชอบและคิดจะนำไปเผยแพร่กับคนของตัวเองบ้าง ปัญหาติดอยู่ที่ว่า คนจีนทางตอนใต้นั้นส่วนใหญ่กินเจ เขาจึงต้องหาวัตถุดิบทดแทนเพื่อผลิตซอสให้สีและรสชาติใกล้เคียงน้ำปลาที่สุด มีหลักฐานว่า ระยะแรกของซีอิ๊วผลิตจากการหมักผักชนิดต่าง ๆ กับเกลือ ได้เป็นซีอิ๊วสีน้ำตาลอ่อนหรือสีเทา จนกระทั่งมาเจอวัตถุดิบที่ยอดเยี่ยมสำหรับซอสในที่สุด ได้แก่ ถั่วเหลืองที่สมัยนั้นใช้หมักทำเต้าเจี้ยวนั่นเอง

ซีอิ๊วแพร่หลายในประเทศจีนเป็นอย่างมาก และขยายไปสู่ญี่ปุ่นโดยพระชาวญี่ปุ่นที่มาศึกษาพุทธศาสนาในประเทศจีน ได้นำสูตรการทำซีอิ๊ว และเต้าเจี้ยวไปใช้กับประเทศตัวเองบ้างในปี ค.ศ.1228 เริ่มแรกเขาเรียกเต้าเจี้ยวว่า miso และซีอิ๊วว่า tamari-shoyu ซึ่งต่อมากร่อนเหลือเพียง shoyu (โชหยุ)

ผิดกับในประเทศจีน โชหยุในญี่ปุ่นไม่ใช่ของแพร่หลาย หากแต่เป็นของแพงและหายาก มีใช้กันในชนชั้นสูง เช่น ซามุไร และ โชกุน สูตรและวิธีการผลิตโชหยุเป็นของหวงแหนในตระกูลและตกทอดกันมาตามรุ่นเท่านั้น โชหยุไม่มีการนำออกมาขาย และหาซื้อได้ตามร้านตลาดทั่วไป แต่ผลิตใช้กันในบ้าน (ปราสาท) ของตัวเอง โชหยุหรือ soy sauce ของญี่ปุ่นจึงมีความหลากหลายแตกต่างกันหลายร้อยชนิดตามแต่ละตระกูล

ถ้ายังจำได้เกี่ยวกับการปกครองของญี่ปุ่นที่ผู้มีอำนาจมากที่สุดในประเทศคือ ซามุไรผู้รวบรวมกำลังไพร่พลได้มากที่สุด และสถาปนาตัวเองขึ้นเป็น โชกุน ดังนั้นโชกุนจึงมีการผลัดเปลี่ยนกันตามการต่อสู้แย่งชิงอำนาจ ในปี ค.ศ.1598 อิเอยะสุ โตกุกาวา (Ieyasu Tokugawa คนเดียวกับในเรื่องอิคิวซัง) ต่อสู้รวบรวมอำนาจ และสถาปนาตัวเองขึ้นเป็นโชกุนแทนตระกูล โตโยโตมิ (Toyotomi) โชกุนคนก่อน

ตระกูลมากิ (Maki) ซึ่งเป็นซามุไรใกล้ชิดและรับใช้ตระกูล โตโยโตมิ มานาน หัวหน้าของตระกูลจึงต้องทำฮาราคีรี ฆ่าตัวตายตามไป ภรรยาและลูกได้หลบหนีออกจากปราสาทของตระกูล และเปลี่ยนชื่อแซ่ตัวเองเป็น โมกิ (Mogi) เพื่อไม่ให้มีใครจำได้ เดินทางจากเมือง เอโดะ (Edo) ไปอาศัยยัง โนดะ (Noda) และเปิดกิจการผลิตและค้าขาย โชหยุ สูตรของตัวเองขึ้น

กิจการของตระกูลโมกิเจริญก้าวหน้าอย่างยิ่ง เพราะว่าเป็นครั้งแรกที่มีการผลิตและนำโชหยุออกขายให้ประชาชนทั่วไป ตระกูลโมกิกลายเป็นตระกูลพ่อค้าที่ร่ำรวย มีซามุไรหลายตระกูลนำโชหยุสูตรของตัวเองที่ผลิต ออกมาขายบ้างโดยเฉพาะในเมืองโนดะ มีการตั้งชมรมผู้ผลิตโชหยุขึ้น รวบรวมผู้ผลิตโชหยุกว่า 200 สูตร และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการตั้งบริษัทผลิตโชหยุหรือซีอิ๊วที่รู้จักกันดีไปทั่วโลกในชื่อ คิโคแมน (Kikkoman)

ราวปลายศตวรรษที่ 19 ญี่ปุ่นเริ่มมีการเปิดประเทศค้าขาย Professor Lunge และ Langgardt นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมัน 2 คนที่ทำงานเป็นอาจารย์สอนใน Tokyo Imperial University เดินทางไปยังโนดะ เพื่อศึกษาการผลิตโชหยุจากตระกูลโมกิ ต่อมาทั้งสองคนเดินทางกลับไปยังยุโรป และนำสูตรไปผลิต soy sauce เองในชื่อ แมกกี้ (Maggi) อย่างแพร่หลาย

ในเมืองไทยเอง หลังจากนำซอสแมกกี้มาขายจนโด่งดัง มีการผลิตซอสออกมาขายแข่งในหลากหลายยี่ห้อ ไม่ว่าจะเป็น ภูเขาทอง ฉลากทอง ฯลฯ หารู้ไม่ว่า ต้นกำเนิดของซอสต่าง ๆ นั้น ล้วนแต่มีที่มาจาก "น้ำปลา" ที่เราใช้กันมาตั้งแต่ปู่ย่าตายายหลายร้อย หลายพันปีก่อน !!! โลกนี้กลมดีเหลือเกิน ...





ที่มา 100mag
read more

สารต้านอนุมูลอิสระอาจไม่ดีทั้งหมด

นักวิจัยจากไต้หวันกล่าวว่า จากการศึกษาในหนูทดลอง พบว่าสารต้านอนุมูลอิสระบางชนิดไม่ได้ดีต่อสุขภาพในการต่อต้านมะเร็ง

Kuan-Chou Chen นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแพทย์ไทเป โรงพยาบาลShuan-Ho แจ้งไปยังองค์การอาหารและยาสหรัฐ และสมาคมสุขภาพอื่น ๆ ในการประเมินความปลอดภัยของสารต้านอนุมูลอิสระจากพืชใหม่ เนื่องจากผลจากการทดลองในหนูทดลองพบว่า มีสารอยู่สองชนิดที่ทำให้มะเร็งแย่ลงกว่าเดิม ซึ่งสารทั้งสองนี้ใช้ในการทำสมุนไพรบำบัด และใช้เป็นอาหารเสริม

งานวิจัยนี้พบว่า สารต้านอนุมูลอิสระสองชนิดซึ่งพบในพืชนี้ชื่อว่า quercetin และ ferulic acid กระตุ้นให้เกิดมะเร็งไตในหนูทดลองซึ่งป่วยด้วยเบาหวาน

“ในการวิจัยของเราพบว่า quercetin กระตุ้นให้เกิดมะเร็งไต แม้ว่าจะไม่ใช่โดยตรงก็ตาม นักวิทยาศาสตร์บางคนเชื่อว่า quercetin ไม่ควรนำมาใช้เพื่อป้องกันโรคผู้ที่มีสุขภาพดี จนกว่าจะมั่นใจได้ว่ามันไม่ได้เป็นสาเหตุของโรคมะเร็ง” Chen กล่าว

นักวิจัยยังกล่าวอีกว่า สาร quercetin สามารถพบได้ในหัวหอมและชาดำ ส่วน ferulic acid สามารถพบได้ในข้าวโพด มะเขือเทศ และรำข้าว

การรับประทานอาหารเสริม หรือสารต่อต้านอนุมูลอิสระใด ๆ ควรอยู่ในคำแนะนำของแพทย์ ไม่ควรซื้อรับประทานเอง



ขอบคุณ : healthy.in.th





read more

มากินผักผลไม้เพื่อเพิ่มเลือดฝาดให้แก้มสวยๆกันดีกว่า

มากินผักผลไม้เพื่อเพิ่มเลือดฝาดให้แก้มสวยๆ กันดีกว่า
สาวๆ คนไหนอยากมีแก้มแดงอมชมพูระเรื่อ ดูมีสุขภาพดี เปล่งปลั่ง สดใส อ่อนกว่าวัย ควรบริโภคผักผลไม้ดังต่อไปนี้


บร็อคโคลี่ มีธาตุเหล็ก วิตามินซีที่ช่วยบำรุงโลหิต สร้างเม็ดเลือดแดงและช่วย ให้การสร้างเมลานินของผิวพรรณเป็นปกติ

ผักคะน้า คะน้าสามารถนำมาทำอาหารได้สารพัดทั้งเป็นอาหารจานหลัก หรือ อาหารกินเล่นและเครื่องเคียงต่างๆ คะน้ามีโฟเลทและธาตุเหล็กสูง จึงช่วยบำรุงเลือดและป้องกันโรคโลหิตจาง

สตรอเบอร์รี่ มีสารซิลิคอนและวิตามินซี ช่วยรักษาผนังหลอดเลือดให้แข็งแรง วิตามินซียังช่วยดูดซึมธาตุเหล็กทำให้ผิวพรรณดูเปล่งปลั่ง

อะโวคาโด กรดไขมันจำเป็นและโฟเลทในอะโวคาโด ช่วยกระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดแดงและ ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต



read more

อาหารทุกมื้อสำคัญกับการนอน

การนอนหลับเป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุดของร่างกาย เพราะช่วยเพิ่มและรักษาประสิทธิภาพการทำงานของอวัยวะต่างๆ ให้สมบูรณ์แข็งแรง ขณะที่ผลเสียของการนอนไม่เพียงพอคือทำให้เซลล์ต่างๆ เสื่อมสภาพ น้ำหนักตัวเพิ่ม ไม่สดชื่น อ่อนล้าและอารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย ซึ่งหนึ่งในเคล็ดลับที่ทำให้คุณนอนหลับได้ดีก็คือ อาหารทุกมื้อที่คุณรับประทานเข้าไปนั่นเอง

อาหารเช้า การวางแผนรับประทานอาหารเพื่อการนอนหลับที่ดีนั้นไม่ได้เริ่มที่มื้อก่อนนอน หรือมื้อเย็นเพียงมื้อเดียว แต่ต้องเตรียมความพร้อมกันตั้งแต่มื้อแรกหรืออาหารเช้ากันเลย เพราะอาหารเช้าที่ดีจะช่วยให้ร่างกายตื่นตัว พร้อมลุย เนื่องจากร่างกายได้รับพลังงานอย่างเพียงพอ เราจึงควรรับประทานอาหารประเภทโปรตีน เนื้อสัตว์ ไข่ ข้าว แป้ง รวมทั้งอาหารที่มีไขมันในมื้อเช้ามากกว่ามื้ออื่นๆ ที่สำคัญนอกจากจะรู้สึกไม่กระปรี้กระเปร่าและสมองมีประสิทธิภาพในการทำงานน้อยลงแล้ว การไม่ได้รับประทานอาหารเช้าจะทำให้เรารู้สึกหิวมากในมื้อต่อไป และมักจะกินอะไรที่อยู่ตรงหน้า โดยขาดความยับยั้ง

อาหารว่างเช้า สำหรับผู้ที่ไม่มีเวลาหรือไม่เคยชินกับการรับประทานอาหารเช้าในปริมาณมาก ควรมีอาหารว่างระหว่างมื้อเพื่อเพิ่มพลังงานให้กับร่างกาย เช่น แซนด์วิช ขนมปัง ซาลาเปา ขนมจีบ หรือผลไม้ต่างๆ ยกเว้นผลไม้ดอง

อาหารกลางวัน พลังงานของอาหารมื้อนี้ควรน้อยกว่าอาหารมื้อเช้า โดยอาจจะเลือกรับประทานอาหารที่ปรุงจากข้าวหรือแป้งที่ไม่ผ่านการขัดสี เช่น ข้าวซ้อมมือ ข้าวกล้องงอก ขนมปังโฮลวีท และเนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมัน รวมถึงควรมีผัก และผลไม้เป็นประจำ หรืออาจจะกินขนมสลับบ้างก็ได้ แต่ควรเน้นขนมที่ทำจากถั่ว เช่น ถั่วเขียวต้ม ถั่วแปบ เต้าส่วน เพราะมีแมกนีเซียมสูง ส่วนครื่องดื่มควรหลีกเลี่ยงน้ำหวาน หรือน้ำอัดลมที่มีกาเฟอีนเป็นส่วนผสม

อาหารว่างบ่าย เป็นมื้อที่มีความสำคัญต่อสุขภาพการนอนที่ดี ดังนั้นตั้งแต่มื้อนี้เป็นต้นไปเราไม่ควรดื่มเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีนสูง เช่น กาแฟ ชา โกโก้ เครื่องดื่มชูกำลัง แต่ถ้ารู้สึกง่วงให้ดื่มชาเขียวอ่อนๆ แทน หรือจะรับประทานผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว ถั่วต่างๆ ก็ได้ รวมถึงควรเลือกดื่มนมวัวพร่องไขมัน นมถั่วเหลือง โยเกิร์ต ซึ่งนอกจากจะทำให้อิ่มท้องแล้ว ยังมีแคลเซียมสูง ป้องกันการเกิดตะคริว ซึ่งเป็นปัญหารบกวนการนอนในเวลากลางคืน

อาหารเย็น เป็นมื้อที่ใกล้เวลานอนที่สุด มีข้อแนะนำที่ควรทำและควรหลีกเลี่ยงเพื่อช่วยให้หลับอย่างสบายดังนี้

- กินอาหารเย็นตรงเวลา เพื่อให้ร่างกายเกิดความเคยชิน และควรกินก่อนนอนอย่างน้อย 3 ชั่วโมง เพราะนอกจากจะทำให้ร่างกายไม่ต้องทำงานหนักในเวลานอนแล้ว ยังช่วยป้องกันและบรรเทาอาการกรดไหลย้อน ซึ่งจะมีผลต่อคุณภาพของการนอนเป็นอย่างมาก

- ลดไขมัน หลีกเลี่ยงอาหารที่มีพลังงานสูง อาหารทีมีฤทธิ์เป็นธาตุร้อน เช่น อาหารทอด อาหารมัน แกงกะทิ ขนมที่มีครีมเข้มข้น อาหารเผ็ดจัด เนื้อสัตว์ติดมัน อาหารดิบ น้ำอัดลม เพราะอาหารเหล่านี้จะย่อยยาก ร่างกายต้องใช้เวลาในการเผาผลาญนาน ทำให้ร่างกายตื่นตัว ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการนอนไม่หลับ ด้วยเหตุนี้มื้อเย็นจึงควรเป็นอาหารที่ย่อยง่าย ซึ่งการปรุงด้วยการต้ม นึ่ง ตุ๋น อย่างเช่น ซุป หรือ แกงจืด จะย่อยง่ายกว่าแกงกะทิ ผัดผัก ดังนั้นจึงควรเลือกปลานึ่ง ไข่ตุ๋น แทนปลาทอด หรือไข่เจียว รวมถึงเลือกเนื้อสัตว์ชนิดที่ไม่มีหนังและมัน สำหรับมื้อเย็น 

- จำกัดปริมาณผลไม้ โดยเฉพาะผลไม้ที่มีน้ำตาลสูง ซึ่งมักจะมีฤทธิ์ร้อน ทำให้ร่างกายต้องใช้พลังงานในการเผาผลาญมาก ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัว เช่น ทุเรียน ลำไย ขนุน ถ้าชอบรับประทานผลไม้เหล่านี้ก็ควรเลื่อนไปเป็นมื้อเช้า หรือมื้อกลางวันแทน นอกจากนี้ยังไม่ควรรับประทานผลไม้แทนอาหารเย็น รวมถึงไม่ควรดื่มน้ำผลไม้ หรือรับประทานผลไม้ครั้งละมากๆ เพราะสารอาหารหลักของผลไม้คือคาร์โบไฮเดรทหรือน้ำตาล แต่ควรเลือกรับประทานผลไม้แทนขนมหวานที่มีส่วนผสมของกะทิ

- เคี้ยวอาหารให้ละเอียด มื้อเย็นเป็นมื้อที่มีเวลาในการรับประทานมากกว่ามื้ออื่น จึงถือเป็นช่วงจังหวะที่เราควรเคี้ยวอาหารหลายๆ ครั้ง ซึ่งจะเกิดผลดีต่อร่างกายคือ ทำให้อิ่มง่าย ไม่รบกวนการทำงานของระบบย่อยและดูดซึมของกระเพาะอาหารและลำไส้

- กินข้าว แป้งที่ไม่ผ่านการขัดสี เช่น ข้าวซ้อมมือ ข้าวกล้องงอก หรือโรยข้าวด้วยจมูกข้าวเป็นประจำทุกมื้อเย็น จะทำให้ร่างกายเก็บสะสมทริปโตเฟน (Tryptophan) และกาบา (GABA) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทในระบบประสาทส่วนกลาง ที่มีคุณสมบัติพิเศษช่วยให้ผ่อนคลายและทำให้นอนหลับได้ดี แต่ต้องรับประทานต่อเนื่องเป็นประจำ

- เมนูปลา ถ้าร่างกายมีภาวะเครียดสูงทำให้นอนหลับยาก ดังนั้นลองเลือกเมนูจากปลาทะเลซึ่งอุดมไปด้วยโอเมก้า 3 หรือน้ำมันปลา และแมกนีเซียม ซึ่งเป็นสารอาหารที่ต่อต้านความเครียด เช่น ข้าวต้มปลา ปลาผัดคี่นไช่ ปลาย่างซีอิ้ว ปลานึ่ง สเต็กปลา เป็นเมนูประจำสำหรับมื้อเย็น

- ลดโซเดียม เกลือหรือโซเดียมทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น ส่งผลให้ร่างกายกระสับกระส่ายนอนหลับยากขึ้น ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารทีมีโซเดียมสูง เช่น ผลไม้ดอง ปลาเค็ม กุ้งแห้ง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป มันฝรั่งทอดกรอบ รวมถึงการปรุงอาหารเค็มจัดและใส่ผงชูรสปริมาณมากด้วย

นอกจากความสำคัญของอาหารทุกมื้อแล้ว ยังมีเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ อื่นๆ ที่อาจจะช่วยให้คุณนอนหลับได้ดีขึ้นดังนี้

- ผลไม้ที่ช่วยให้หลับสบาย ได้แก่ กล้วย อินทผลัม ลูกพรุน ซึ่งอุดมไปด้วยกรดอะมิโนทริปโตเฟน โดยสมองจะนำทริปโตเฟนไปสร้างสารเซโรโทนิน (serotonin) ซึ่งถ้าร่างกายมีสารตัวนี้เพียงพอ ก็จะเพิ่มการหลั่งของฮอร์โมนเมลาโทนิน (melatonin) ซึ่งช่วยในการควบคุมการนอนหลับ ให้มีมากขึ้น ร่างกายจะรู้สึกผ่อนคลายจากความเครียด อารมณ์ดี นอนหลับสนิทตลอดคืน โดยนอกจากในผลไม้แล้ว ทริปโตเฟนยังพบมากในนม เผือก มัน สาหร่ายทะเล และงา

- เพิ่มวิตามิน B6 B12 เพราะวิตามินบี 6 มีความสำคัญในการสังเคราะห์เซโรโทนิน ขณะที่วิตามินบี 12 จะช่วยลดอาการนอนไม่หลับ ซึ่งเมนูที่มีวิตามิน 2 ตัวนี้สูงก็คือ ข้าวโอ๊ตใส่นมสดและกล้วยหอม ซุปไก่มันฝรั่ง และตับบด

- เครื่องดื่มและน้ำ ควรดื่มวันละ 6-8 แก้ว แต่อย่าดื่มมากก่อนเข้านอน เพราะอาจจะต้องลุกมาเข้าห้องน้ำกลางดึก ทำให้นอนต่อไม่ได้ ส่วนเครื่องดื่มที่ช่วยให้หลับสบาย ได้แก่ น้ำเก๊กฮวย ชาคาโมมายด์ น้ำมะตูมอุ่นๆ น้ำข้าวต้ม น้ำงาดำโดยผสมน้ำผึ้งเล็กน้อย น้ำผึ้งซึ่งเป็นยาคลายเครียดอย่างอ่อนๆ จากธรรมชาติ


ขอบคุณ : women.thaiza.com


read more

Thursday, 29 August 2013

สเต็กเนื้อสันในราดด้วยสตูแก้มวัว

เครื่องปรุง
  • น้ำมันมะกอก 4 ช้อนโต๊ะ
  • แก้มวัว (เอามันออก) 4 ชิ้น
  • หอมใหญ่หั่นหยาบ ๆ (หัวขนาดกลาง) 1 ลูก
  • แครอทหั่นหยาบ ๆ (หัวขนาดกลาง) 1 ลูก
  • ขึ้นฉ่ายหั่นหยาบ ๆ 1/2 ลูก
  • ไวน์แดง 2 ถ้วยตวง
  • มะเขือเทศผสมน้ำสับละเอียด 1 กระป๋อง
  • เกลือป่น 1.5 ช้อนชา
  • พริกไทยดำ 1 ช้อนชา
  • สเต็กเนื้อสันใน (ความหนา 1 นิ้ว) 6 ออนซ์

เครื่องปรุงสำหรับมันฝรั่ง
  • มันฝรั่ง 1 หัว
  • เนยจืด 50 กรัม
  • กระเทียมบด 1 กลีบ
  • ใบกระวาน 1-2 ใบ
  • ก้านไทม์สด 1-2 ใบ
  • เนยจืด 150 กรัม

วิธีทำ
  1. ตั้งน้ำมัน 2 ช้อนโต๊ะในหม้อตุ๋น ความร้อนสูงจนเดือด (ไม่ไหม้) ซับเนื้อแก้มวัวให้แห้ง โรยเกลือป่น พริกไทยดำ ใส่เนื้อที่ปรุงแล้วลงในหม้อ ทอดจนขึ้นสีน้ำตาลให้ทั่วทุกด้าน ประมาณ 20 นาที
  2. ใช้ที่คีบอาหารคีบออกจากหม้อ แล้วใส่ลงชาม เทน้ำมันเก่าในหม้อทิ้ง แล้วใส่น้ำมันใหม่ 2 ช้อนโต๊ะ นำหอมใหญ่ แครอท ขึ้นฉ่ายลงผัดด้วยไฟปานกลาง จนกระทั่งนิ่มลง ประมาณ 10 นาที
  3. เปิดเตาอบไว้ที่อุณหภูมิ 160 องศาเซลเซียส
  4. นำแก้มวัวในตอนแรกลงในหม้อตุ๋น ใส่มะเขือเทศพร้อมน้ำมะเขือเทศ เกลือป่น พริกไทย ใส่ในเตาอบ จนกระทั่งเนื้อนุ่ม ประมาณ 8 ชั่วโมง (แต่แก้มวัวถ้าให้เข้าเนื้อดีต้องตุ๋นไว้ 2 วัน)
  5. ทิ้งให้เย็น โดยไม่ต้องปิดฝา แล้วแนบกระดาษไขบนน้ำที่ตุ๋นไว้แล้วปิดฝา พอเย็นแล้วให้ปาดไขมันออก ก่อนอุ่นใช้
  6. อุ่นนํ้ามัน 1 ช้อนโต๊ะ ในกระทะก้นแบน ที่ความร้อนปานกลาง ปรุงเนื้อสันในด้วยเกลือ และพริกไทย นำเนื้อลงกระทะ ทอดไว้ข้างละ 4 นาที ให้ได้สเต็กเนื้อสุกระดับกลาง
  7. นำเนื้อที่เสร็จแล้ววางลงจาน ราดด้วยสตูแก้มวัว
  8. สำหรับมันฝรั่ง ให้หั่นมันฝรั่งความหนาประมาณ 1 นิ้ว ละลายเนย 50 กรัม กับเครื่องปรุงทั้งหมดลงในกระทะใช้ไฟตํ่าใส่มันฝรั่งลงไปลดไฟลง ใช้ไฟเบาไปเรื่อย ๆ ประมาณ 40 นาที แล้วเอาขึ้น
  9. เสิร์ฟโดยวางสเต็กเนื้อสันในไว้ตรงกลางจาน ราดด้วยสตูแก้มวัวเคียงกับมันฝรั่ง
ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
read more

ช็อกโกแลตลดอาการไอ


ใครว่าช็อกโกแลตเป็นได้แค่ขนมหวาน เพราะมีรายงานทางการแพทย์มากมายระบุว่า สารให้รสขมของช็อกโกแลต หรือทีโอโบรไมน์ (Theobromine) นั้น นอกจากจะช่วยผ่อนคลายอารมณ์ ลดอาการเจ็บปวด ช่วยขยายหลอดเลือด และกระตุ้นระบบ ประสาทส่วนกลางแล้วยังช่วยแก้ไอเรื้อรังได้อย่างชะงัด และเพื่อต่อยอดคุณประโยชน์ดังกล่าว ขณะนี้บริษัทผลิตยาบางแห่งได้พยายามใช้สารสกัดจากช็อกโกแลตเพื่อเป็นส่วนผสม ใน ยาแก้ไอด้วย แต่กว่าจะถึงวันนั้น หากคุณมีอาการไอค่อกแค่กๆ ลองชงดาร์กช็อกโกแลตกับน้ำอุ่นแล้วจิบระหว่างวันดูสิคะ อร่อย ได้ประโยชน์ แถมยังหายจากอาการไอแสนทรมานอีกด้วย


ที่มา... health&cuisine
read more

อาหารต้านเพลีย

บำบัดอาการเพลียด้วย “สารอาหารธรรมชาติ” ช่วยบำรุงกำลัง คืนจิตสดใส กายกระปรี้กระเปร่า

อ่อนเพลีย” เป็นหนึ่งในอาการยอดฮิตของหลาย ๆ คน ไม่เพียงเกิดจากพักผ่อนไม่เพียงพอ ตรากตรำเรียน-ทำงานหนัก เครียด หรือ กังวลเท่านั้น เมื่อใดที่ร่างกายอยู่ในภาวะพร่อง “สารอาหารบางจำพวก” ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้รู้สึก “เหนื่อยล้า” ได้เช่นกัน

สารอาหารแรกคือ “ธาตุเหล็ก” พบมากในเนื้อสัตว์ ทั้งหมู ไก่ กุ้ง หอย ปลา ไข่ ตับ และจากพืช จำพวกผักกาดหอม ฟักทอง ต้นหอม มะเขือพวง ใบขี้เหล็ก มันเทศ เผือก ลูกพรุน ถั่ว ลูกเดือย งา มีความสำคัญในการสร้างเม็ดเลือด เมื่อร่างกายขาดจะทำให้โลหิตจาง อ่อนเพลีย สมาธิสั้น การเรียนรู้ลดลง เลือดนำออกซิเจนไปเลี้ยงเนื้อเยื่อในร่างกาย และสมองได้น้อยลง

ถัดมาเป็น “แมกนีเซียม” จากเนื้อสัตว์ อาหารทะเล ผักใบเขียว อัลมอนด์ มีความสำคัญต่อการทำงานของกล้ามเนื้อระบบประสาท สมอง และช่วยการทำงานของทริปโตเฟน ซึ่งเป็นกรดอะมิโนจำเป็นในการเสริมสร้างสารเมลาโตนิน หรือ สารสื่อประสาท ฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการนอนหลับ วิตกกังวลน้อยลง เมื่อร่างกายขาดจะทำให้เกิดความรู้สึกกล้ามเนื้ออ่อนแรงได้

นอกจากนั้น ยังรวมถึง “วิตามินซี” ซึ่งมีมากในผักตระกูลกะหล่ำ อย่างกะหล่ำปลี กะหล่ำดอก บรอกโคลี โดยขณะประกอบอาหารไม่ควรต้ม หรือ ผัดนานเกินไป เนื่องจากความร้อนจะทำลายวิตามินซีได้ง่าย นอกจากนั้น ยังพบในมะเขือเทศ ส้ม ฝรั่ง มะละกอ กล้วย สับปะรด ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ เมื่อร่างกายขาดจะมีอาการอ่อนเพลีย ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายลดต่ำลง ทำให้ติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรียได้ง่าย

สารอาหารข้างต้นถือเป็นยาชูกำลังชั้นดี รับประทานประจำในปริมาณพอเหมาะ นอกจากจะอิ่มท้อง ยังได้คุณค่าทางโภชนาการด้วย


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

read more

ไข่คอนโด

ส่วนผสม
  • ไข่ไก่ 3 ฟอง
  • หอมเล็กซอย 1 1/2 ช้อนโต๊ะ
  • เห็ดหอมสดซอย 1/4 ถ้วย
  • มันฝรั่งขูดเป็นเส้น 1/4 ถ้วย
  • เกลือ 1/4 ช้อนชา
  • พริกไทย เล็กน้อย 
  • น้ำมันพืชสำหรับทอด 
  • มะเขือส้มจี่พอสุก 
  • ซอสมะเขือเทศ หรือซอสพริกตามชอบ 


วิธีทำ
  1. ผสมหอมเล็ก เห็ด มันฝรั่งและไข่ไก่ ตีให้เข้ากัน ปรุงรสด้วยเกลือ พริกไทย พักไว้
  2. ใช้กระทะแบนใส่น้ำมันพืชเล็กน้อย วางพิมพ์วงกลมพอร้อน เทไข่ลงในพิมพ์จนเต็ม ใช้ช้อนค่อยๆ คนไข่ในพิมพ์เพื่อให้สุกทั่วกัน พอไข่เริ่มอยู่ตัวลดไฟลงรอจนไข่ด้านหนึ่งสุกกลับไข่ทั้งพิมพ์ทอดให้อีกด้านสุก
  3. ตักขึ้นใส่จานใช้มีดค่อยๆ แซะออกจากพิมพ์ วางบนจานให้สวยงามกินคู่กับมะเขือส้มที่จี่ไว้ และซอสมะเขือเทศหรือซอสพริกตามชอบ


H&C Tips
  • เวลาทอดไข่ต้องวางพิมพ์ให้สนิทกับกระทะและควรใช้กระทะแบนเมื่อเทไข่ลงไปจะได้ไม่ไหลออกจากพิมพ์
  • ควรวางพิมพ์แนวนอนเพื่อให้น้ำมันร้อนเคลือบทั่วพิมพ์ ไข่จะได้ไม่ติดพิมพ์


นิตยสาร Health & Cuisine




read more

กุ้งสวรรค์

ส่วนผสมสำหรับ 1-2 ที่
  • แผ่นแป้งเปาะเปี๊ยะ 50 กรัม 
  • มันหมูบด 150 กรัม 
  • เห็ดหอมสับ 50 กรัม 
  • อกไก่บด 100 กรัม 
  • แป้งมัน 2 ช้อนโต๊ะ 
  • โชยุ 3 ช้อนโต๊ะ 
  • น้ำมันงา 1 ช้อนโต๊ะ 
  • เกลือตามชอบ 
  • เนื้อกุ้งสับละเอียด 300 กรัม 
  • กระเทียมสับ 2 ช้อนโต๊ะ 
  • แป้งสาลี 2 ช้อนโต๊ะ 
  • ไข่ไก่ 1 ฟอง 
  • น้ำตาลทราย 2-3 ช้อนโต๊ะ 
  • พริกไทย 
  • น้ำมันสำหรับทอด 

วิธีทำ

  1. เจียวกระเทียมพร้อมเห็ดหอมให้สุกพักไว้ จากนั้น นำเนื้อกุ้ง มันหมู และเนื้อไก่บดมานวดเข้าด้วยกัน ตามด้วยเห็ดหอมกระเทียมเจียวที่พักไว้ แล้วใส่แป้ง ไข่ไก่ น้ำมันงา น้ำตาล โชยุ พริกไทย และเกลือ นวดให้เข้ากันอีกครั้ง
  2. นำไปทาลงบนแผ่นแป้งเปาะเปี๊ยะ แล้วเกลี่ยให้ทั่วตามชอบ นำแผ่นแป้งเปาะเปี๊ยะอีกแผ่นมาปิดประกบ จากนั้น นำไปทอดจนเหลืองกรอบ พักให้เย็นก่อนหั่นเป็นชิ้นๆ พร้อมเสิร์ฟ
read more

ครองแครงกรอบ

ส่วนผสม
  • แป้งสาลี 500 กรัม
  • ผงฟู 2 ช้อนชา
  • หัวกะทิ 1½ ถ้วย
  • ไข่ไก่ 2 ฟอง
  • น้ำปูนใส 1 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือป่น 1 ช้อนชา
  • น้ำตาลปี๊บ 200 กรัม
  • รากผักชีสับละเอียด 2 ช้อนโต๊ะ
  • พริกไทยเม็ด ½ ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมันสำหรับทอด
  • พิมพ์สำหรับทำครองแครง

วิธีทำ
  1. ร่อนแป้งสาลีและผงฟูเข้าด้วยกัน ใส่กะทิลงในแป้ง ตีไข่ให้เข้ากัน เทผสมกับแป้ง นวดแป้งไปเรื่อยๆ ใส่น้ำปูนใส นวดแป้งต่อไปประมาณ 30 นาที
  2. แบ่งแป้งเป็นก้อนเล็กๆ กดบนพิมพ์ครองแครง ใช้หัวแม่มือกดให้เป็นลายและให้เป็นแผ่นบางๆ วางเรียงในถาด โรยแป้งเล็กน้อย เพื่อไม่ให้แป้งติดกัน ทำเช่นนี้จนหมด
  3. นำแป้งที่ได้ลงทอดในน้ำมันร้อนๆ ให้เหลืองหรอบ พักไว้
  4. โขลกรากผักชี เม็ดพริกไทย และเกลือเข้าด้วยกันให้ละเอียด นำลงผัดกับน้ำตาลปี๊บ เคี่ยวให้เหนียวเป็นยางมะตูม เทครองแครงที่ทอดแล้วลงไปคนคลุกเคล้าให้ทั่ว ยกลงพักไว้ให้เย็น เก็บใส่ภาชนะที่มีฝาปิดสนิท เก็บไว้รับประทานได้นาน

ขอบคุณ PaPaMenu



read more

มะขามป้อม ผลไม้ในตำนานอินเดีย

หากเอ่ยถึงผลไม้ในตำนาน โดยเฉพาะตำนานผลไม้โบราณของประเทศอินเดีย ซึ่งนอกเหนือจากมะเดื่อ มัคคะลีผล หรือ นารีผล และอื่นๆ ซึ่งแน่นอนว่า มะขามป้อม ก็เป็นหนึ่งในผลไม้โบราณเหล่านั้นด้วยเช่นกัน

มะขามป้อม คือ ผลไม้อีกหนึ่งชนิดที่มีความเกี่ยวข้องกับตำนานโบราณของประเทศอินเดีย โดยมะขามป้อมถูกเรียกในภาษาบาลีว่า ต้นอามัณฑะ หรือ ต้นอามลกะ เป็นหนึ่งในต้นไม้ในพุทธประวัติที่มีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล ซึ่งถูกกล่าถึงในพระไตรปิฎกเล่มที่ 33 พระสุตตันตปิฎก เล่ม 25 ขุททกนิกาย

มะขามป้อม เป็นผลไม้อายุรเวทของอินเดีย หรือที่เราเรียกกันว่า ทิพยโอสถ โดยเฉพาะความเชื่อในศาสนาฮินดูมีความเชื่อว่า มะขามป้อม เป็นต้นไม้ต้นแรกของโลก เป็นต้นไม้ที่มีความศักดิ์สิทธิ์ และควรค่ากว่าการเคารพเป็นอย่างมาก

นอกจากนี้ยังมีความเชื่อกันว่า มะขามป้อมเป็นแม่พระธรณีผู้หล่อเลี้ยงชีวิตมนุษย์ด้วยผลอัมลาอันทรงคุณค่าทางโภชนาการ เชื่อกันว่ากินอาหารใต้ต้นอัมลาแล้วจะอายุยืน ผลอัมลาที่มีสรรพคุณอายุวัฒนะควรได้มาจากการปีนเก็บด้วยมือเท่านั้น

ดูข้อมูลเพิ่มเติม
http://perfectlife.myreadyweb.com/article
read more

หอยเชลล์ซอสส้ม

ส่วนผสม สำหรับ 2-3 ที่

  • น้ำสต็อกผัก/เนื้อ 4 ถ้วย
  • หัวหอมหัวใหญ่สไลซ์บาง 1-2 หัว
  • เนยสด 1/2 ก้อน
  • สมุนไพรฝรั่งรวมอบแห้ง 1 ช้อนชา
  • เกลือและพริกไทยอย่างละ 1/2 ช้อนชา
  • ขนมปังแล่ชิ้นบาง 2-3 แผ่น
  • ชีสกรูเยร์ [Gruyere] ขูด 50 กรัม

วิธีทำ

1.ผัดเนยกับหัวหอมใหญ่ด้วยไฟปานกลางจนสุกนิ่มและมีกลิ่นหอมประมาณ 15-20 นาที เติมเกลือและพริกไทยตามชอบ แล้วผัดต่อจนหัวหอมใหญ่เปลี่ยนสี ค่อยๆ เติมน้ำสต็อกคนให้เข้ากันรอจนเดือด เคี่ยวต่อจนน้ำซุปงวดลง ชิมรสตามชอบ

2.จากนั้น ตักน้ำซุปและเนื้อหัวหอมใหญ่ลงในถ้วยทนความร้อน แต่งหน้าด้วยชิ้นขนมปังแล้วโรยหน้าด้วยชีสให้ทั่วก่อนนำเข้าอบด้วยความร้อน 250 ํC จนชีสละลายและเกรียมตามชอบ พร้อมจัดเสิร์ฟ


ขอบคุณ LISAGURU
read more

ปลาหิมะนึ่งซีอิ๊ว

ส่วนผสม สำหรับ 3-4 ที่
  • หมูสับ 100 กรัม
  • เนื้อปลาหิมะ 200 กรัม
  • ต้นหอมซอยเป็นเส้น 100 กรัม
  • พริกชี้ฟ้าแดงซอยเป็นเส้น 2-3 เม็ด
  • ขิงแก่ซอย 30 กรัม
  • ซอสปรุงรส 2 ช้อนโต๊ะ
  • ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลทราย 4 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือ 1/2 ช้อนชา

วิธีทำ

1.แล่เนื้อปลาเป็นชิ้นบางพักไว้ ปั้นหมูเป็นก้อนพอคำแล้วห่อด้วยเนื้อปลาที่แล่ไว้ จัดใส่ภาชนะทนความร้อนเตรียมไว้ แล้วละลายซีอิ๊วขาว เกลือ น้ำตาลทรายและซอสปรุงรสเข้าด้วยกัน

2.จากนั้น นำไปราดบนเนื้อปลา แต่งหน้าด้วยต้นหอมซอย พริกชี้ฟ้าสีแดงซอย และขิงซอย แล้วนึ่งให้สุกประมาณ 7 นาที พร้อมเสิร์ฟ



ขอบคุณ LISAGURU


read more

ก๋วยเตี๋ยวหลอดปาท่องโก๋สอดไส้

กรอบอร่อยเต็มคำ ซีอิ๊วปรุงรสหวานน้อยเข้ากัน
ส่วนผสม สำหรับ 1-2 ที่
  • เนื้อหมูและมันหมูสับ 250 กรัม
  • กุ้งขนาดเล็กแกะ 100 กรัม
  • ปาท่องโก๋ตัวโต 2-3 ตัว
  • ซีอิ๊วขาว 3 ช้อนโต๊ะ
  • ต้นหอม
  • ผักชีซอย 1 ถ้วย
  • กระเทียมเจียว 1/2 ถ้วย
  • น้ำตาล
  • พริกไทย
  • เกลือเล็กน้อย
  • น้ำมันสำหรับทอด ก๋วยเตี๋ยวแผ่นใหญ่สำหรับห่อ
  • ซีอิ๊วหวานปรุงรส 1 ถ้วย


วิธีทำ

1.คลุกเคล้าเนื้อหมูกับเนื้อกุ้งพร้อมเครื่องปรุงรสต่างๆ เข้าด้วยกัน แล้วยัดเป็นไส้ใส่ในตัวปาท่องโก๋ จากนั้น นำไปทอดจนสุกกรอบ

2.ตั้งพักให้สะเด็ดน้ำมันก่อนนำไปห่อด้วยแผ่นก๋วยเตี๋ยวให้สวยงาม หั่นเป็นชิ้นจัดใส่จานราดด้วยซีอิ๊วหวานปรุงรส โรยต้นหอมผักชีและกระเทียมเจียวพร้อมเสิร์ฟ


ขอบคุณ LISAGURU


read more

Wednesday, 28 August 2013

น้ำตาลอันตรายเท่าบุหรี่และเหล้าจริงหรือ?

ในรายงานที่ปรากฎอยู่ในวารสาร Nature นักวิจัยที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตซานฟรานซิสโกระบุว่า น้ำตาลโดยเฉพาะน้ำตาลปรุงแต่งซึ่งใช้ผสมในน้ำอัดลมและอาหารอีกหลายประเภทนั้น คือสาเหตุสำคัญของโรคอ้วนที่กำลังแพร่ระบาดในหมู่ประชากรอเมริกันและประชากรทั่วโลก

รายงานอีกชิ้นระบุว่าปัจจุบันมีประชากรอเมริกันน้ำหนักตัวเกินมาตรฐานมากกว่า 2 ใน 3 ในจำนวนนี้ราวครึ่งหนึ่งเป็นโรคอ้วน และประมาณ 80% ของคนที่เป็นโรคอ้วนจะป่วยเป็นโรคเบาหวานหรือมีปัญหาด้านการเผาผลาญอาหารซึ่งมีผลให้อายุสั้นลง

นอกจากนี้รายงานชิ้นหนึ่งของธนาคารโลกบอกด้วยว่าปัจจุบันปัญหาโรคอ้วนเป็นปัญหาใหญ่ในหลายประเทศและเป็นสาเหตุของโรคที่คร่าชีวิตผู้คนมากที่สุด เช่นโรคเบาหวาน โรคหัวใจและโรคมะเร็งบางประเภท

เวลานี้นักวิทยาศาสตร์ยังคงถกเถียงกันถึงผลกระทบของน้ำตาลและสารให้ความหวานที่มีต่อปัญหาโรคอ้วนและน้ำหนักตัวเกิน

แต่สิ่งหนึ่งที่นักวิจัยค่อนข้างมั่นใจคือน้ำตาลที่ปรุงแต่งขึ้นซึ่งมีสารฟรุคโทสในระดับสูง มีผลร้ายต่อสุขภาพมากกว่าน้ำตาลที่สกัดจากธรรมชาติ โดยเฉพาะผลเสียต่อตับ

นักวิจัยหลายคนมองว่าน้ำตาลเป็นสารอันตราย และแนะนำให้เก็บภาษีน้ำตาลเช่นเดียวกับภาษีบุหรี่และภาษีเหล้า รวมทั้งเสนอให้ใช้มาตรการห้ามขายเครื่องดื่มผสมน้ำตาลให้แก่เด็กอายุต่ำกว่า 17 ปี และให้ใช้กฎหมายจำกัดพื้นที่ที่สามารถขายเครื่องดื่มผสมน้ำตาลและขนมขบเคี้ยวอื่นๆโดยไม่ให้อยู่ใกล้เคียงหรือภายในเขตโรงเรียน ส่วนผู้เชี่ยวชาญบางคนแนะนำให้เก็บภาษีน้ำตาลและสารให้ความหวานตั้งแต่ระดับโรงงานผลิต เพื่อให้บริษัทต่างๆจำกัดการใช้สารให้ความหวานในสินค้าของตนให้น้อยลง

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยบางคนบอกว่าน้ำตาลนั้นไม่ใช่ตัวการที่แท้จริงของปัญหาโรคอ้วน แต่เป็นเพราะปัจจัยอื่นๆมากกว่า เช่นไขมันอิ่มตัว แป้ง หรือแม้แต่การขาดการออกกำลังกายอย่างเพียงพอ

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์มติชน
read more

ข้าวผัดมังกี้

ส่วนผสมเห็ดหอมผัดแห้ง
  • เห็ดหอมแห้งแช่น้ำจนนิ่มบีบน้ำออกจนหมาด ซอยเป็นเส้น 1 ถ้วย
  • ลูกผักชีคั่วบดหยาบ 2 ช้อนโต๊ะ
  • ยี่หร่าคั่วบดละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ
  • ซีอี๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลปึกหรือน้ำตาลมะพร้าว 2 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือ 1 ½ ช้อนโต๊ะ
  • รากผักชี กระเทียม พริกไทย โขลกรวมกัน 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมันงา 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมันพืชสำหรับผัด 1 ช้อนโต๊ะ

ส่วนผสมเครื่องข้าวผัด
  • ข้าวกล้องงอกหุงสุก 4 ถ้วย
  • ผักคะน้าทั้งใบและก้านหั่นแยกกันไว้ 1 ถ้วย
  • เห็ดหอมผัดแห้ง 1 ถ้วย
  • ไข่ไก่ 2 ฟอง
  • เกลือ 2 ช้อนชา
  • ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
  • พริกไทยป่น 1 ช้อนชา
  • น้ำมันพืชสำหรับผัด 1 ช้อนโต๊ะ

ส่วนผสมอื่น ๆ
  • มะนาวผ่าซีกตามชอบ
  • เม็ดมะม่วงหิมพานต์อบกรอบและพริกขี้หนูสวนซอยสำหรับโรยหน้าข้าวผัดตามชอบ

วิธีทำ

1. ทำเห็ดหอมผัดแห้ง โดย ผัดรากผักชี กระทียม พริกไทย ในน้ำมันจนหอม ใส่เห็ดหอมที่ซอยไว้ทั้งหมด ผัดให้เข้ากัน ปรุงรสด้วย เกลือ ซีอิ๊วขาว น้ำตาลปึก ผัดต่อไปสักพัก จึงใส่ลูกผัดชีและยี่หร่าตามลงไปใส่น้ำมันงา ผัดไปเรื่อยๆ ประมาณ 20 นาที จนเห็ดเริ่มแห้ง ปิดไฟ พักให้เย็น

2. ผัดข้าว โดยตั้งกระทะเติมน้ำมันเล็กน้อย พอน้ำมันเริ่มร้อน ใส่เห็ดผัดแห้ง ลงไป ตามด้วยข้าวสวย ผัดพอเข้ากัน ใช้ตะหลิวแหวกข้าวตรงกลางกระทะออก ตอกไข่ใส่ลงไปทั้งสองฟอง ยีไข่ด้วยตะหลิวจนไข่แดงและไข่ขาวเข้ากัน พอสุก ตักข้าวกลบแล้วผัดให้เข้ากัน ปรุงรสด้วยเกลือ ซีอีซขาว และพริกไทย ใส่ก้านคะน้าลงผัดกับข้าวสักพัก จึงใส่ส่วนใบ ผัดให้ผักสลด จึงตักใส่จาน โรยด้วยเม็ดมะม่วงหิมพานต์อบกรอบ พริกขี้หนูซอย บีบน้ำมะนาวเล็กน้อยก่อนรับประทาน


ขอบคุณเมนูจาก healthandcuisine
read more

วิธีต้มไข่ยางมะตูม

ไข่ต้มยางมะตูม

เคยเห็นกันไหมครับไข่ต้มที่มีไข่แดงครึ่งสุกครึ่งดิบ หรือที่เรียกกันว่าไข่ต้มยางมะตูม หลาย ๆ คนชอบแต่ไม่รู้วิธีต้ม ซึ่งบางคนก็บอกว่าจะต้องนำ ไข่เป็ดมาต้มเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่นะครับ จริง ๆ ไม่ว่าจะ ไข่ไก่ หรือ ไข่เป็ด ก็สามารถนำมาต้มให้เป็นไข่ต้มยางมะตูม ได้เหมือนกันเพียงแต่ว่าจะต้องทำตามเคล็ดลับดังนี้


สิ่งที่ต้องใช้
  • ไข่ไก่สด หรือ ไข่เป็ดสด 
  • น้ำเย็น 

วิธีต้มไข่ยางมะตูม
  1. นำไข่ลงแช่ในน้ำอุ่น 1 นาที (ไข่ไก่ ,ไข่เป็ด ตามแต่ชอบ) 
  2. นำไข่ลงต้มในน้ำเดือด (จับเวลา 6 นาที) 
  3. นำไข่ต้ม ลงแช่ในน้ำเย็นทันที 
  4. แกะเปลือกออก พร้อมเสิร์ฟ 

เพียงเท่านี้ก็ได้ทาน “ไข่ต้มยางมะตูม” แสนอร่อยกันแล้ว
read more

ไข่ทรงเครื่องรสเด็ด

ส่วนผสม
  • ไข่ไก่ 4 ฟอง
  • น้ำมันพืชสำหรับทอด 1 ถ้วย
  • หอมแดงซอย 5 หัว
  • กระเทียมซอย 2 หัว
  • พริกขี้หนูแห้งทอด 4-5 เม้ด
  • พริกไทยเม็ด 9 เม็ด
  • รากผักชี 2 ราก
  • กระเทียม 3 กลีบ
  • หมูสับปนมันเล็กน้อย 1/2 ถ้วย
  • ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมันพืชสำหรับผัด 3 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลปี๊บ 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมะขามเปียก 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมันพืชสำหรับทอด 1 ถ้วย
  • ใบผักชีสำหรับตกแต่ง 

วิธีทำ

1. ใส่น้ำมันในกระทะตั้งไฟกลาง จากนั้นใส่หอมแดง กระเทียมลงเจียวจนเหลืองทีละอย่าง ตักขึ้น จากนั้นใส่พริกขี้หนูแห้งลงทอดจนเม็ดพริกพอง ตักขึ้น

2. โขลกพริกไทยกับรากผักชีและกระเทียมเข้าด้วยกันให้ละเอียด ตักใส่ เคล้ากับเนื้อหมูในอ่างผสมใบเล็ก เติมซีอิ๊วขาว น้ำตาล ผสมให้เข้ากัน หมักนาน 10 นาที

3. ใส่น้ำมันในกระทะตั้งไฟกลางพอร้อน ใส่เนื้อหมูสับที่หมักไว้ลงผัดจนนุ่ม ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาลปี๊บ น้ำมะขามเปียก ผัดแล้วเคี่ยวจนน้ำใส ปิดไฟ ตักใส่ถ้วย พักไว้

4. ใส่น้ำมันในกระทะตั้งไฟกลางพอร้อน ใส่ไข่ลงทอดเป็นไข่ดาวทีละฟอง ทอดจนหมด ตักใส่จาน ราดด้วยเครื่องที่ผัด โรยหอมเจียว กระเทียมเจียว พริกขี้หนูแห้งทอด ตกแต่งด้วยใบผักชี เสิร์ฟ



ขอบคุณ horapa.com

read more

คัสตาร์ดหน้าคาราเมล

ส่วนผสม
  • นมสดชนิดจืด 2 ถ้วย
  • วานิลลา 1 ช้อนชา
  • ไข่แดงของไข่ไก่ 2 ฟอง
  • ไข่ไก่ทั้งฟอง 2 ฟอง
  • น้ำตาลทราย 1 ถ้วย
  • เกลือป่น 1/8 ช้อนชา

วิธีทำ

1. เปิดเตาอบให้ร้อนเตรียมไว้ที่ 200 องศาเซลเซียส

2. ทำคาราเมลเตรียมไว้โดยตวงน้ำตาล 1/2 ถ้วยใส่พิมพ์อะลูมิเนียม พิมพ์ละ 2 ช้อนโต๊ะ ตั้งไฟอ่อน ค่อยๆ เอียงให้น้ำตาลไหลไปทั่วพิมพ์จนละลายหมดและมีสีน้ำตาลอ่อน ระวังอย่าให้ไหม้ พักไว้

3. ทำคัสตาร์ดโดยผสมนมจืดกับวานิลลา ตั้งไฟอ่อนให้เดือด ยกลง พักไว้

4. ผสมไข่ไก่กับน้ำตาลที่เหลือในชามผสม ตีพอไข่แตก ค่อยๆ เทนมในข้อ 3 ลงไป ระวังอย่าให้ไข่สุก ใส่เกลือ ผสมให้เข้ากัน เทลงในพิมพ์คาราเมลที่เตรียมไว้

5. วางพิมพ์ในถาดขอบสูง เทน้ำร้อนใส่ถาดให้มีระดับน้ำเท่ากับระดับส่วนผสมในพิมพ์ นำถาดไปตั้งไฟ พอเริ่มเดือดจึงนำถาดไปใส่เตาอบประมาณ 40 นาทีหรือจนสุก ยกออก ตั้งไว้ให้เย็นจึงนำเข้าตู้เย็น

6. เมื่อจะเสิร์ฟจึงนำพิมพ์ขนมออกจากตู้เย็น กรีดขอบด้านในพิมพ์ด้วยมีด นำจานที่จะจัดขนมเสิร์ฟคว่ำปิดลงบนพิมพ์ แล้วพลิกจานกลับให้หงายขึ้น เสิร์ฟ

ขอบคุณ horapa.com
read more

คนไทยกับภัยอาหารถุง

เชื่อหรือไม่ อาหารถุงทั่วเมืองไทยปนเปื้อนเชื้อโคลิฟอร์มเกินครึ่ง โดยเฉพาะเมนูที่ปรุงด้วยกะทิ พวกแกงเผ็ด แกงเขียวหวาน รวม ถึงขนมไทย ที่เข้าป้ายมาเป็นอันดับหนึ่ง ตามมาติดๆ ด้วยอาหารประเภทผัดและผักลวก

เชื้อโคลิฟอร์ม เป็นแบคทีเรียก่อโรคทางเดินอาหาร ที่ทำให้เกิดอาการตั้งแต่อาเจียน เป็นไข้ ปวดศีรษะ ท้
องร่วง จนถึงขั้นร้าย แรงคือเสียชีวิตได้ แต่หากจะให้งดอาหารถุงเลยคงเป็นเรื่องยาก ฉะนั้นการกินอาหารถุงให้ปลอดภัยจึงอยู่ที่การเลือกซื้อจากร้านที่ ทำอาหารสะอาด คนขายสะอาด ภาชนะสะอาด มีเตาอุ่นร้อนตลอดเวลา และเมื่อซื้อกลับบ้านแล้วต้องอุ่นให้ร้อนอีกครั้งก่อนรับ ประทาน เพราะเชื้อโรคนี้จะตายเมื่อโดนความร้อน ที่สำคัญควรซื้อแต่พอรับประทานเท่านั้น


ที่มา .... Health & Cuisine
read more

กุ้งนึ่ง

เครื่องปรุง
  • น้ำมันถั่วเหลือง 1 ช้อนโต๊ะ
  • กระเทียมสับ 1 ช้อนชา
  • เส้นหมี่แช่น้ำพอนุ่ม 100 กรัม
  • ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนชา
  • น้ำมันหอย 1 ช้อนโต๊ะ
  • ต้นหอมซอย 1 ช้อนโต๊ะ
  • กุ้งผ่าหลัง 300 กรัม
  • กระเทียมปรุงรส สำหรับโรยหน้าเส้นหมี่
  • ต้นหอมหั่นท่อน สำหรับโรยหน้า
  • พริกชี้ฟ้าแดงหั่นแฉลบ เอาเม็ดออก สำหรับโรยหน้า

วิธีทำ
  1. นำกระทะตั้งไฟใส่น้ำมันพอร้อน ใส่กระเทียมสับลงไปผัดให้หอม
    แล้วใส่เส้นหมี่ลงไปผัดให้เข้ากัน
  2. ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว น้ำมันหอย ผัดให้เข้ากัน ก่อนปิดไฟใส่ต้นหอมซอยลงไปผัดให้เข้ากัน
  3. ในภาชนะสำหรับเข้าไมโครเวฟ นำกุ้งผ่าหลังแล้ววางลงไป
    แล้วนำเส้นหมี่ที่ผัดไว้วางทับบนตัวกุ้ง
  4. นำกระเทียมปรุงรสที่เตรียมไว้ มาราดทับบนเส้นหมี่ ปิดหน้าด้วยพลาสติกห่ออาหาร นำเข้าไมโครเวฟ ประมาณ 5 นาทีหรือจนกระทั่งกุ้งสุก นำออกจากไมโครเวฟ
  5. โรยหน้าด้วย ต้นหอมหั่นท่อน และพริกชี้ฟ้าแดง จัดเสิร์ฟ

เครื่องปรุงกระเทียมปรุงรส
  • น้ำมันถั่วเหลือง พอประมาณ
  • กระเทียมสับละเอียด 1/2 ถ้วยตวง
  • เกลือ 1/2 ช้อนชา

วิธีทำ
  1. นำกระทะตั้งไฟ ใส่น้ำมันถั่วเหลืองลงไป พอร้อนใส่กระเทียมลงไปผัดพอหอม
  2. ปรุงรสด้วยเกลือ คนให้พอกระเทียมสุก แล้วนำไปราดหน้าบนเส้นหมี่ผัด

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
read more

แกงกะหรี่ลิ้นวัวอบแป้งพาย

เครื่องปรุง
  • น้ำมันถั่วเหลือง 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำพริกแกงกะหรี่ 3 ช้อนโต๊ะ
  • หัวกะทิ 500 มิลลิลิตร
  • มันเทศหั่นเต๋า 5-8 ชิ้น 2×2 ซม.
  • น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนชา
  • น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือป่น 1 ช้อนชา
  • พริกไทยป่น 1 ช้อนชา
  • ลิ้นวัวตุ๋นนุ่ม 200 กรัม หั่นเป็นชิ้น
  • แป้งพาย ตามต้องการ
  • ไข่ไก่ 1 ฟอง

วิธีทำ
  • เปิดเตาอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส
  • นำกระทะตั้งเตา ใส่น้ำมันลงไปพอร้อน ใส่เครื่องแกงกะหรี่ลงไป ผัดให้หอม
  • ใส่กะทิลงไป ผัดให้เข้ากัน ต้มพอเดือด
  • ใส่มันเทศหั่นเต๋าลงไป ต้มให้พอสุก
  • ปรุงรสด้วยน้ำตาลปี๊บ น้ำปลา เกลือป่น พริกไทยป่น
  • ชิมรสชาติให้ออกเค็ม มีหวานตาม
  • ใส่ลิ้นวัวตุ๋นที่หั่นไว้แล้วลงไป คนให้เข้ากัน ตั้งทิ้งไว้ให้น้ำแกงเดือดและงวดลง พอน้ำแกงขลุกขลิกปิดไฟ
  • ตักแกงใส่ในภาชนะสำหรับเข้าอบ
  • นำแป้งพายที่รีดไว้แล้วมาปิดหน้าแกง และภาชนะให้ทั่ว ทาหน้าแป้งพายด้วยไข่แดง
  • นำเข้าอบ ใช้เวลาประมาณ 15 นาที ให้แกงเดือด และแป้งพายสุกเหลือง ยกออกเสิร์ฟร้อนๆ

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
read more

12 อาหารให้คุณสวยจากภายใน ศีรษะจรดปลายเท้า

สุขภาพดีที่แท้จริงคือการมีอวัยวะต่างๆ ที่แข็งแรง ทำงานได้ดี และจะเป็นเช่นนั้นได้ จุดเริ่มต้นก็คืออาหารที่เรากินไปในแต่ละวัน ซึ่งอาหารแต่ละอย่างก็ดีต่ออวัยวะต่างๆ ในร่างกายต่างกัน

 กล้วย  บำรุงเส้นผม
ผมร่วง ผมบาง ต้องกินกล้วย เพราะอุดมด้วยวิตามินบีซึ่งช่วยบำรุงผมและป้องกันผมร่วงได้ดี ทั้งยังเป็นแหล่งรวมของโพแทสเซียม ช่วยเรื่องระบบย่อยอาหารและลดอาการท้องผูก

 นม  บำรุงฟันและกระดูก
สารอาหารสำคัญในการสร้างกระดูกก็คือแคลเซียม ซึ่งพบได้มากในนม แถมยังเป็นแคลเซียมที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้ดีกว่าแหล่งอื่นๆ

 ข้าวกล้อง  บำรุงสมอง
ปกติข้าวกล้องดีต่อสุขภาพเพราะมีจมูกข้าวและเยื่อหุ้มเมล็ดข้าว จึงมีทั้งวิตามินบีรวม ฟอสฟอรัส แคลเซียม ธาตุเหล็ก กากใย ฯลฯ แต่ตอนนี้ที่กระแสรักสุขภาพมาแรงทำให้เกิด ข้าวกล้องหอมมะลิเพาะงอก ที่มีสารกาบาสูง ซึ่งช่วยรักษาสมดุลสารสื่อสาร ลดความเครียดวิตกกังวล และป้องกันการเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้อีกด้วย

 ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่  บำรุงสายตา
ผลงานวิจัยชิ้นหนึ่งระบุว่า แอนโทไซยานิน (Antho-cyanin) ซึ่งเป็นสารเม็ดสีในเบอร์รี่ช่วยให้มองเห็นชัดในที่มืด หรือที่ที่มีแสงสลัวๆ ได้ชัดเจนขึ้น และช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับเลนส์ตาและเส้นเลือดฝอยในลูกตาด้วย

 อะโวคาโด  บำรุงใบหน้า
แม้เป็นผลไม้ที่มีไขมันสูง แต่เป็นกรดไขมันโอเมก้า 9 ที่มีประโยชน์ ที่สำคัญวิตามินบีและอีในอะโวคาโดสามารถช่วยบำรุงผิว ทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ และปกป้องผิวจากรังสีต่างๆ ในแสงแดด

 ปลาแซลมอน  บำรุงหัวใจ
มีโปรตีนคุณภาพเพียบ คอเลสเตอรอลและไขมันอิ่มตัวต่ำ มีไขมันชนิดดี อย่างโอเมก้า 3 สูง ซึ่งช่วยลดโอกาสการเกิดลิ่มเลือดอุดตันเส้นเลือดและภาวะหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ ลดไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ ชะลอการเติบโตของคราบไขมันในเส้นเลือด

 น้ำมันมะกอก  บำรุงหลอดเลือด
มีไขมันชนิดดี (HDL) อยู่สูง จึงช่วยขนถ่ายคอเลสเตอรอลจากเซลล์เข้าสู่ตับเพื่อเผาผลาญจึงไม่มีไขมันสะสม ที่สำคัญช่วยป้องกันการเกาะตัวของคอเลสเตอรอลที่บริเวณเยื่อบุผนังหลอดเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนได้สะดวก ไม่เกิดเป็นเส้นเลือดอุดตัน

 กะหล่ำปลี  บำรุงทรวงอก
งานวิจัยของสมาคมเพื่อการวิจัยมะเร็งของสหรัฐ พบว่า ผู้หญิงโปแลนด์ที่กินกะหล่ำปลีทั้งสดและดอง อย่างน้อยสัปดาห์ละ 4 ครั้ง มีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมลดลงถึง 75%

 ชาเขียว
 บำรุงกระเพาะอาหาร
ผลการวิจัยพบว่า ชาเขียวสามารถลดอัตราการเป็นมะเร็งของอวัยวะต่างๆ ได้ดี โดยเฉพาะมะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ และมะเร็งตับ นอกจากนี้ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระประเภทฟลาโวนอยด์ที่ทรงพลังหลายชนิด ดื่มแล้วจึงสวยใสพร้อมสุขภาพดี

 พริกหยวก  บำรุงเล็บ
พริกหวานหลากสีสันล้วนอุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันและกระตุ้นการเผาผลาญให้กับร่างกาย นอกจากนี้น้ำฉ่ำๆ จากพริกหยวกยังช่วยให้สุขภาพเล็บแข็งแรงด้วย

 ถั่ว  
บำรุงลำไส้ใหญ่
เป็นอาหารอีกประเภทที่มีโปรตีน สารต้านอนุมูลอิสระ และเส้นใยสูงมาก จึงสามารถช่วยจัดสมดุลของระบบขับถ่ายได้เป็นอย่างดี ทำให้ช่วยลดโอกาสเกิดมะเร็งลำไส้ได้

 ผักโขม
 บำรุงกระดูก
ผักโขมยังอุดมด้วยวิตามินเคที่ช่วยเสริมสร้างความหนาแน่นของกระดูก จึงช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุนได้เป็นอย่างดี และลดความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหักด้วย


ที่มา ... สุขภาพดี
read more

ไข่เจียวสอดไส้น้ำแดง

ส่วนผสม

- ไข่ไก่ 4 ฟอง

- ไก่สับละเอียด 1 ถ้วยตวง

- หัวหอมใหญ่หั่นสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ¼ ถ้วยตวง

- มะเขือเทศหั่นสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ¼ ถ้วยตวง

- เมล็ดถั่วลันเตา ¼ ถ้วยตวง

- ซอสมะเขือเทศ ½ ถ้วยตวง

- ซอสพริก 2 ช้อนโต๊ะ

- ซิอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ

- ซอสปรุงรส 1 ช้อนโต๊ะ

- น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ

- พริกไทยป่น 1 ช้อนชา

- ขิงสับละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ

- น้ำมันหอย 1 ช้อนโต๊ะ

- น้ำมันพืช 5 ช้อนโต๊ะ

- เหล้าจีน 1 ช้อนโต๊ะ

- ผักชีเด็ดเป็นใบ ๆ 1 ต้น

- น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ



วิธีการทำ


1. ต่อยไข่ไก่ ตีให้เข้ากัน 4 ฟอง ทำได้ 2 แผ่น พักไว้

2. น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะตั้งไฟพอร้อน ใส่ไก่สับ หัวหอมใหญ่ มะเขือเทศ เมล็ดถั่วลันเตา ผัดให้เข้ากัน

3. ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาลทราย 2 ช้อนชา พริกไทยป่น ผัดให้เข้ากันชิมรส เมื่อรสดีแล้วยกลง

4. นำน้ำมันทากระทะพอร้อนใส่ไข่กรอกให้เป็นแผ่น ใส่ไส้ในข้อ 2 พับไข่เป็นรูปสี่เหลี่ยม ตักใส่จานให้สวยงาม นำน้ำมัน 2 ช้อนโต๊ะ ตั้งไฟพอร้อน

5. ใส่ขิงผัดให้หอม ใส่ซอสมะเขือเทศ ซอสพริก ซิอิ๊วขาว ซอสปรุงรส น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา พริกไทยป่น น้ำมันหอย

6. ผัดให้เข้ากันชิมรส เมื่อรสดีแล้วใส่เหล้าจีนผัดพอเข้ากัน ยกลง ราดบนไข่สอดไส้ แต่งด้วยผักชีให้สวยงาม


ขอบคุณ นิตยสาร แม่บ้าน
read more

Monday, 26 August 2013

แซลมอลยำสมุนไพร

ประโยชน์จากสมุนไพรที่เข้ากันอย่างลงตัวกับเนื้อแซลมอนย่าง ผ่านเครื่องน้ำยำแสนอร่อย


ส่วนผสม 1-2 ที่
  • แซลมอลเลาะหนังออก 150 กรัม
  • ข่าซอย 30 กรัม
  • ขิงซอย 30 กรัม
  • ใบมะกรูดซอย 6 ใบ
  • กระเทียมสดสับละเอียด 2 ช้อนโต๊ะ
  • ผักชีฝรั่งซอย 5 ใบ
  • ตะไคร้อ่อนซอย 2 ต้น
  • ผักชีฝรั่งซอย 5 ใบ
  • ตะไคร้อ่อนซอย 2 ต้น
  • พริกขี้หนูซอย 6 เม็ด
  •  น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำเชื่อม 2-3 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำเชื่อม 2-3 ช้อนโต๊ะ
  • พริกขี้หนูซอย 6 เม็ด
  • น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

1. หั่นปลาแซลมอนเป็นชิ้นเต๋าขนาดพอคำ จากนั้น นำไปย่างด้วยไฟจนสุกดีแล้วพักไว้
2. ใส่เครื่องปรุงที่เหลือลงเคล้าเข้าด้วยกันในถ้วยผสม ปรุงรสให้ค่อนข้างเข้มข้น จากนั้น นำเนื้อปลาที่ย่างเตรียมไว้ลงเคล้าให้เข้ากันชิมรส จัดลงจานพร้อมเสิร์ฟ


ขอบคุณ LISAGURU
read more

พิ้งค์เมอแรงค์ คัพเค้ก ราสเบอร์รี่เคริด

ส่วนผสมตัวเค้ก
  • แป้งอเนกประสงค์ 3 ถ้วยตวง
  • ผงฟู 1 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือ 1/2 ช้อนชา
  • เนยจืด 1 ถ้วยตวง (อุณหภูมิห้อง)
  • น้ำตาล 2 ถ้วยตวง
  • ไข่ไก่ (ขนาดใหญ่) 4 ฟอง
  • ผิวเลม่อนขูดละเอียด 3 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำเลม่อน 2 ช้อนโต๊ะ
  • กลิ่นวานิลา 1 ช้อนชา
  • บัตเตอร์มิลค์ 1 ถ้วยตวง


Lemon curd (เตรียมได้ 2 ถ้วย)
  • ไข่แดง (ขนาดใหญ่) 8 ฟอง
  • ผิวเลม่อนขูดละเอียด 2 ลูก
  • น้ำเลม่อน 1/2ถ้วยตวง แล้วใส่ น้ำเลม่อน 2 ช้อนโต๊ะที่คั้นใหม่ๆ 
  • น้ำตาล 1 ถ้วยตวง
  • เกลือ 1/8 ช้อนชา
  • เนยจืด 1 1/4 ก้อน (เนยต้องเย็นแล้วตัดเป็นชิ้นเล็กๆ) 

วิธีทำ


1. อุ่นเตา ที่อุณหภูมิ 225 องศาฟาเรนไฮด์

2. พ่นสเปรย์น้ำมันพืชในถาด หรือใช้เนยขาวทาบางๆ ที่ถาดอบมัฟฟินแบบหลุม หากใช้แบบพิมพ์กระดาษไม่ต้องทาเนย

3. เริ่มทำเมอร์แรงค์ ด้วยการตีไข่ขาว กับ น้ำตาล 1 3/4 ถ้วยตวง วนิลา + น้ำสามสายชู + เกลือ ด้วยความเร็วสูง จนขึ้นยอด ขั้นตอนนี้ต้อง ค่อยๆเติมน้ำตาลทีละช้อนโต๊ะจนหมด เพื่อให้น้ำตาลละลายจนหมด แล้วหยดสีผสมอาหารสีชมพูแดง 6 หยด หรือได้สีตามที่ชอบ

4.นำส่วนผสมที่ตีเสร็จใส่ในถุงบีบ บีบใส่ถ้วยกระดาษที่เตรียมไว้ ให้สูงจากขอบถ้วยประมาณ 2 นิ้ว ทำให้เป็นยอดตามรูป แล้วนำไปอบ 3 - 3 ชั่วโมง 20 นาที

5. เมื่ออบได้ที่จะมีลักษณะข้างนอกแข็งข้างในตรงกลางนุ่ม นำมาพักไว้ให้เย็นที่ตะแกรง

6. ตี Double Cream กับน้ำตาลที่เหลือ ในอ่างผสมด้วยด้วยความเร็วสูงจนเบา ไม่ต้องฟูมากเพราะทำเป็นไส้ขนม

7. ใช้มีดหั่นบริเวณขอบถ้วยกระดาษ เพื่อทำเป็นฝา โดยแยกส่วน cupcake เป็นสองส่วน (ส่วนถ้วย,ฝาปิด) ใส่ respberry curd และตักราสเบอรี่ลงในส่วนถ้วย แล้วส่วนฝาปิดใส่ครีมที่ตีผสมเอาไว้ พร้อมเสิร์ฟ


วิธีทำราสเบอรรี่ เคริด (Raspberry Curd)

คนส่วนผสมทุกอย่างเข้าด้วยกัน โดยนำชามอ่าง แนะนำเป็นชามกระเบื้องทนความร้อน วางซ้อนกับหม้อใบเล็กที่มีไอน้ำที่เดือด (Double Boiling technique) คนไปเรื่อยๆจนข้น ใช้เวลาราว 8-10 นาที เสร็จแล้วเทเก็บโดยการแช่เย็น



ขอบคุณ Martha Stewart
read more

กรุ๊ปเลือดกับการเลือกผลไม้

อาหารตามกรุ๊ปเลือดก็มีแล้ว ถึงคราวอินเทรนด์เรื่องผลไม้ตามกรุ๊ปเลือดกันบ้าง เอาไว้เป็นข้อมูลดูแลสุขภาพกันแบบง่ายๆ ค่ะ

 กรุ๊ป A โดยธรรมชาติชาวเอจะบอร์นทูบีมังสวิรัติ เพราะมีปริมาณกรดในกระเพาะต่ำ ไม่เหมาะกับเนื้อหรือนมที่ย่อยยาก แต่กลับถูกโฉลกกับผักผลไม้ โดยเฉพาะสับปะรดและเชอร์รี่ หรือผลไม้อื่นที่มีกรดสูง จะได้เข้าไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการย่อยอย่างไรล่ะ

กรุ๊ป B คุณมีระบบย่อยที่ดีแต่ร่างกายเผาผลาญเพื่อนำพลังงานไปใช้ได้ไม่ดี จึงค่อนข้างอ้วนง่าย เป็นหวัดง่าย เหมาะกับการกินชีส นม และน้ำมันมะกอก ผลไม้ที่ดีต่อคุณคือสับปะรด กล้วย มะละกอ องุ่น ที่ย่อยง่ายและร่างกายดูดซึมไปใช้ได้เร็ว

กรุ๊ป AB ลูกผสมระหว่างสองกรุ๊ปแรก การกินอาหารจึงต้องผสมผสานตามไปด้วย คนกรุ๊ปเอบีมักมีปัญหาเรื่องภูมิคุ้มกันและกรดในกระเพาะต่ำ ต้องกินผักและเนื้อให้สมดุล ผลไม้ที่เหมาะคือ องุ่น พลัม เบอร์รี่ทั้งหลาย รวมทั้งสับปะรดและส้มโอ จะช่วยรักษาสมดุลกรด-ด่างในกระเพาะอาหารได้

กรุ๊ป O ขั้วตรงข้ามกับกรุ๊ปเอ กระเพาะคุณมีความเป็นกรดสูงจึงเหมาะกับการย่อยเนื้อ และมีแนวโน้มอ้วนง่าย ผลไม้ที่เหมาะคือเกรพฟรุ๊ตและเบอร์รี่ต่างๆ ที่จะช่วยสร้างสมดุลในกระเพาะได้ ไม่ทำให้ระคายเคือง


ใช่ว่าจะห้ามกินโดยสิ้นเชิง แต่หากผลไม้สุดโปรดไม่เหมาะกับกรุ๊ปเลือดของคุณอีกต่อไป ก็ควรเลี่ยงกินให้น้อยลงนะคะ



ที่มา ... Health & Cuisin
read more

ปลาตาเดียวทอดซอสโชยุ

ส่วนผสม (สำหรับ 4 ที่)
  • ปลาตาเดียว 1 ตัว
  • เกลือ พริกไทยเล็กน้อย
  • แป้งสาลีเอนกประสงค์เล็กน้อย
  • เลมอน 1 ซีก
  • น้ำมันสำหรับทอด

ส่วนผสมซอสโชยุ
  • โชยุ 1/4 ถ้วย
  • มิริน 1/4 ถ้วย
  • สาเก 2 ช้อนโต๊ะ
  • คอมบุ 2*2 นิ้ว
  • ปลาแห้งญี่ปุ่น 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำเปล่า 1/4 ถ้วย

วิธีทำ

  • ทำซอสโชยุโดยใส่คอมบุในกระทะตั้งไฟสักครู่เมื่อคอมบุหอมใส่สาเกและมิรินเร่งไฟแรงให้แอลกอฮอล์ระเหย ใส่ส่วนผสมที่เหลือเคี่ยวจนซอสข้น กรองเก็บไว้ใช้
  • แล่เนื้อปลาออกเก็บกระดูกไว้ หั่นเนื้อปลาเป็นชิ้นเต๋าโรยเกลือ พริกไทยให้ทั่วทั้งเนื้อปลาและกระดูก ตบแป้งบางๆ ทอดในน้ำมันร้อนจนสุกเหลือง กินคู่กับซอสโชยุและเลมอน


ขอบคุณบทความ healthandcuisine
read more

พิซซ่ายากิโซบะ

ส่วนผสม (สำหรับ 4 ที่)
  • กุ้งลวกหั่นเป็นชิ้นเล็ก 1/4 ถ้วย
  • ลูกชิ้นปลาหมึก(ชิกุวะ)หั่น 1/4 ถ้วย
  • แครอทและกะหล่ำปลีหั่นฝอยรวมกัน 1 ถ้วย
  • หอมหัวใหญ่หั่นเต๋าเล็ก 2 ช้อนโต๊ะ
  • แป้งสาลีอเนกประสงค์ 1 ถ้วย
  • ไข่ไก่ 1 ฟองใหญ่
  • เนยเค็มสำหรับทอด
  • น้ำสต๊อกผักหรือน้ำซุปปลาแห้ง 3/4 ถ้วย
  • เส้นโซบะสด 1/2 ถ้วย
  • ซอสทงคัสซึ
  • มายองเนส สำหรับราดหน้า
  • ผงสาหร่ายและปลาแห้งญี่ปุ่น สำหรับโรยหน้า
  • เกลือ พริกไทย สำหรับปรุงรส


วิธีทำ
  • ผัดเส้นโซบะกับทงคัตสึซอสเล็กน้อยพอเข้ากัน พักไว้
  • ตีไข่ลงในน้ำสต๊อก เติมแป้งสาลีคนให้เข้ากัน ใส่กุ้ง ลูกชิ้นปลาหมึก ผักต่างๆ คนให้เข้ากัน ปรุงรสด้วยเกลือ พริกไทย
  • ตั้งกระทะเทฟลอนใส่เนยพอละลาย ตักส่วนผสม(2)ลงไปเกลี่ยให้เรียบกลมหนาประมาณ 1/2 นิ้ว ทอดจนด้านล่างสุกเหลือง ใส่เส้นโซบะที่ผัดไว้ ตักส่วนผสม(2) ลงบนเส้นเกลี่ยให้ทั่วเส้นกลับด้านทอดจนสุก ตักใส่จานราดด้วยซอสทงคัตสึและมายองเนส โรยหน้าด้วยผงสาหร่ายและปลาแห้งญี่ปุ่น
ขอบคุณบทความ healthandcuisine
read more

ดื่มเบียร์ทำให้หัวใจแข็งแรงขึ้น

การดื่มเบียร์วันละ 1 ไพนท์ 
ช่วยทำให้หัวใจแข็งแรงเช่นเดียวกับการดื่มไวน์แดงเป็นประจำทุกวัน
วารสาร European Journal of Epidemiology ฉบับล่าสุดได้ตีพิมพ์ผลการศึกษาใหม่ถึง 16 ชิ้นจากประเทศอิตาลี ซึ่งศึกษาจากอาสาสมัครกว่า 200,000 คน โดยนักวิจัยพบว่า กลุ่มผู้คนที่ดื่มเบียร์วันละ 1 ไพนท์ จะมีความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจน้อยลงกว่าคนทั่วไปถึงร้อยละ 31 ในขณะเดียวกัน หากบริโภคแอลกอฮอล์ในปริมาณมากกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็น เบียร์ ไวน์ หรือเหล้า ก็ตาม กลับทำให้อัตราเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจมากขึ้น

นอกจากนี้ เบียร์ยังมีประโยชน์ที่ไม่สามารถหาได้ในไวน์ เนื่องจากเบียร์มีส่วนผสมของน้ำมากกว่า ทำให้ผู้ที่บริโภคเบียร์ค่อยๆ ซึมซับแอลกอฮอล์เข้าสู่ร่างกายและสามารถควบคุมปริมาณแอลกอฮอล์ที่ดื่มได้ดีกว่า

ถึงแม้ว่านี่อาจเป็นข่าวดีสำหรับนักดื่มแอลกอฮอล์ แต่นักวิจัยยังคงตักเตือนว่าการดื่มแอลกอฮอล์ยังมีอันตรายอยู่ถ้าหากบริโภค เข้าไปอย่างหนักและจริงจัง ซึ่งหนทางการบริโภคแอลกอฮอล์เช่น เบียร์ หรือ ไวน์ให้สร้างประโยชน์แก่ร่างกายนั้น ได้แก่การบริโภคในปริมาณพอเหมาะต่อวัน โดยอาจจับคู่กับอาหารสุขภาพ งดการดื่มในมื้อดึก เน้นการดื่มเพื่อสังสรรค์กับครอบครัวและกลุ่มเพื่อนในปริมาณพอดี


ที่มา ... VoiceTV
read more

ทาร์ตหน้าผลไม้รวม

ส่วนผสมคัสตาร์ดครีมซอส
  • ผงคัสตาร์ดสำเร็จรูป 3 ช้อนโต๊ะ
  • นมสด 1 1/4 ถ้วยตวง
  • น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ
  • เนยสด 1 ช้อนโต๊ะ


วิธีทำ
1. ละลายนมสด 1/4 ถ้วยตวง กับผงคัสตาร์ดเข้าด้วยกัน เตรียมไว้
2. นำนมสดที่เหลือตั้งไฟ เติมน้ำตาลทรายและเนยสดคนจนส่วนผสมเดือด
3. เติมส่วนผสมคัสตาร์ดที่เตรียมไว้ กวนต่อจนส่วนผสมข้น ยกลง


ส่วนผสมแป้งทาร์ต
  • ไข่ไก่ 1 ฟอง
  • ไข่แดง 1 ฟอง
  • น้ำตาลทราย 75 กรัม
  • เนยสด 150 กรัม
  • แป้งเค้ก 250 กรัม
  • ผลไม้สด 
  • วานิลลาครีมสำหรับตกแต่ง 


วิธีทำ
1. ใช้มือผสมแป้งเค้กและเนยสดเข้าด้วยกัน จึงเติมน้ำตาลทราย
2. เติมไข่ไก่และไข่แดงลงไปผสมจนส่วนผสมกลายเป็นเนื้อเดียวกัน
3. กรุใส่พิมพ์ทาร์ตและใช้ส้อมเจาะให้เป็นรู
4. นำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส นาน 15 นาที หรือจนทาร์ตเป็นสีเหลืองอ่อน
5. ตกแต่งด้วยการบีบวานิลลาครีมลงในทาร์ตและจัดเรียงด้วยผลไม้ต่างๆให้น่ารับประทาน

(สามารถทาแยมแอพริคอตเพื่อเพิ่มรสชาติและความสวยงามได้ค่ะ)

ขอบคุณ horapa.com
read more

วิตามินอะไร ดีต่อหัวใจ

โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง เป็นสาเหตุการตายและพิการในระดับต้น ๆ ของคนไทย อัตราการเสียชีวิตเพิ่มมากขึ้นและเกิดขึ้นในคนที่อายุน้อยลงเรื่อย ๆ

ปัจจัยหลักสองประการคือ อาหารที่อุดมไปด้วยแป้ง ไขมันและเนื้อสัตว์ในปริมาณสูง ทำให้ร่างกายขาดวิตามินและเกลือแร่ที่สำคัญ และความเครียดจากการทำงาน ชีวิตและพฤติกรรมที่ไม่ได้ออกกำลังกาย

เมื่อเรารู้สึกยากลำบากในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทั้งทางด้านการรับประทานอาหารและการออกกำลังกาย การทานวิตามินที่มีผลประโยชน์ที่ดีโดยตรงต่อระบบหลอดเลือด ต่อหัวใจ ให้ทำงานรับใช้เราไปนาน ๆ ไม่ลาจากก่อนไปก่อนเวลา

วิตามินอี ผลการวิจัยหลาย ๆ สำนักสรุปตรงกันว่า การเสริมอาหารด้วยวิตามินอี 200-400ยูนิตสากล (IU) จะเป็นประโยชน์ระยะยาวต่อระบบหลอดเลือด เพราะวิตามินอีไปลดกระบวนการออกซิเดชั่นหรือการสันดาประหว่างอนุมูลอิสระกับไขมันตัวร้าย (LDL) ในร่างกาย

เมื่อลดการสันดาปไขมันก็ไม่เกาะติดกับผนังหลอดเลือดมากไป เลือดก็ไหลเวียนดีไม่ติดขัด อุดตันให้หวาดเสียวหัวใจ เราหาวิตามินอีได้จากอาหารประเภทน้ำมันพืช เช่นทานตะวัน ถั่วอัลมอนด์ ผักปวยเล้ง

วิตามินซี หน้าที่ของวิตามินซีก็ช่วยลดการสันดาปเช่นเดียวกับวิตามินอี ช่วยดูแลความดันให้ปกติ แต่ต่างจากวิตามินอีที่วิตามินซีจะลายได้ดีในน้ำ

วิตามินบี วิตามินบี 6 บี 12 และกรดโฟลิค การศึกษาในระยะหลัง มีส่วนสำคัญมากที่ทำให้ป้องกันโรคหัวใจได้ดีขึ้น เพราะมีการพบว่ากรดอะมิโนตัวหนึ่งในร่างกายของเราที่ชื่อว่า โฮโมซีสเทอีน(Homocysteine)หากมีค่าที่สูงเกินไปในร่างกาย จะทำให้ไขมันสะสมในหลอดเลือดเพิ่มขึ้นสูง และเพิ่มการอักเสบในหลอดเลือด และเพิ่มความเสี่ยงที่ไขมันจะอุดตันการไหลเวียนของหลอดเลือดหัวใจและสมอง  เจ้าโฮโมซีสทีนตัวนี้จะสูงในคนที่ชอบกินแป้งหรือกินข้าวขาว วิตามินบี 12 และกรดโฟลิคจะเป็นสารอาหารที่สำคัญในการลดระดับของโฮโมซีสเทอีนให้อยู่ในระดับไม่ไปก่อให้เกิดปัญหากับระบบหลอดเลือด แต่เราต้องได้รับไม่น้อยกว่าวันละ 200 มิลลิกรัม ผักใบเขียวเข้มมีกรดโฟลิค เช่นผักโขม คะน้า บรอคโคลี่ ถั่วแดง

แมกนีเซี่ยม คนที่ขาดแมกนีเซี่ยม มักมีอาการหลอดเลือดและหัวใจ เพราะแมกนีเซี่ยมสำคัญต่อการทำงานของเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจและหลอดเลือด แมกนีเซี่ยมมีมากใน ผงโกโก้ เมล็ดทานตะวัน

แคลเซี่ยม การได้แคลเซี่ยมอย่างเพียงพอจะทำให้ความดันเลือดอยู่ในระดับปกติ เราควรได้รับแคลเซี่ยมถึง 1000 มิลลิกรัมต่อวัน โดยจากอาหารควรได้ถึง 500 มก. และเสริมอีก 500 มก.

น้ำมันปลาโอเมก้า 3 พระเอกอีกตัวหนึ่งที่ลดการอักเสบของหลอดเลือด และช่วยเพิ่มไขมันตัวดี HDL (High Density Lipoproteine)ที่ทำหน้าที่ขนไขมันตัวร้าย LDLไปกำจัดทิ้งไม่ให้มาวุ่นวายกับหลอดเลือดในร่างกาย

ยังมีวิตามินอีกหลายชนิดที่เหมาะกับคนที่ห่วงหัวใจและหลอดเลือด แต่สำหรับผู้เริ่มต้นควรเริ่มพิจารณาจากกลุ่มพื้นฐานที่สำคัญนี้

หากคุณเป็นคนเครียด ไม่มีเวลาออกกำลังกาย มีงานเลี้ยงเป็นประจำ น้ำหนักเกิน ความเสี่ยงของคุณสูงมาก และถ้าเพิ่มบุหรี่ไปด้วย รีบหาวิตามินเหล่านี้กินก่อนรอให้คุณเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเอง เพราะอาจจะไม่ทันการณ์


ที่มา ... Never-Age.com
read more

เครื่องดื่มยามเช้าที่ดีต่อสุขภาพ

ตื่นเช้ามาเริ่มวันใหม่ให้สดใสกว่าเดิม คงจะดีไม่น้อยถ้าเริ่มต้นด้วยเครื่องดื่มดีๆ สักแก้วเพื่อสุขภาพที่ดี


นมถั่วเหลือง
ปัจจุบันนมถั่วเหลืองหาซื้อได้ง่าย และเหมาะสำหรับคนที่รักสุขภาพ เพราะนมถั่วเหลืองเป็นเครื่งดื่มที่ให้โปรตีนที่มีคุณสมบัติเหมือนโปรตีนจากเนื้อสัตว์



กาแฟ
กาแฟเป็นเครื่องดื่มยามเช้าของคนทำงาน เพราะกาแฟช่วยกระตุ้นความสดชื่นและความกระปี้กระเปร่าก่อนลงมือทำงาน นอกจากนี้ยังสามารถช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี มะเร็งลำไส้ใหญ่ ลดอาการหอบในผู้ที่เป็นโรคหอบหืด และเป็นผลดีต่อนักกีฬาในการเพิ่มความทนทานและความอึดในกีฬาที่ต้องใช้เวลานาน



 น้ำมะนาว
ลองหาน้ำมะนาวมาดื่มตอนเช้า เพราะในน้ำมะนาวจะมีกรดซิตริก มีวิตามินซีที่นอกจากจะช่วยขับเสมหะ แก้อาการเจ็บคอแล้วยังช่วยให้ร่างกายสดชื่น แถมกลิ่นหอมอ่อน ๆ จากเปลือกที่โดนคั้นยังช่วยให้คุณรู้สึกผ่อนคลายได้ดีอีกด้วย


 น้ำผักหรือน้ำผลไม้
เป็นเครื่องดื่มที่อุดมไปด้วยวิตามินหลายชนิด โดยเฉพาะวิตามินซี วิตามินเอ โฟลิคแอซิด และแร่ธาตุ เช่น โซเดียม โปแตสเซียม สังกะสี นอกจากนั้นในน้ำผักและน้ำผลไม้ยังมีส่วนผสมของน้ำตาลโดยธรรมชาติ ซึ่งสามารถให้พลังงานแก่ร่างกาย ช่วยให้เราหายเหนื่อย หายเพลีย ทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น


 น้ำหวาน คนที่นอนดึกส่วนใหญ่ยามเช้าของคุณจะมีอาการปวดหัว มึนศีรษะ เกิดอาการเครียดทางประสาท ซึ่งอาจเป็นเพราะร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ ควรรับประทานอาหารเช้าที่มีแป้งและน้ำตาลซึ่งจะสามารถช่วยได้ โดยเฉพาะน้ำตาลนั้นจะถูกดูดซึมได้ดีและง่าย ดังนั้นน้ำหวานจะทำให้จิตใจสงบ คลายอาการเครียดและมึนงงได้อย่างดี


 น้ำขิง
สำหรับคนที่มีอาการเมาค้าง คลื่นไส้ อยากอาเจียน ก็ขอแนะนำน้ำขิงร้อน ๆ สักแก้ว เพราะในขิงมีสารเคมีชนิดหนึ่งที่เรียกว่า จินเจอรอล (Gigerol) ที่เป็นสารเคมีประเภทน้ำมันหอมระเหยที่ให้รสและกลิ่นพิเศษไม่เหมือนใคร จัดอยู่ในกลุ่มแอลกอฮอล์ที่ไม่ทำให้เรารู้สึกมึนเมา แถมยังแก้อาการเมาได้ดี การทำน้ำขิงให้อร่อยนั้น ควรบุบหัวขิงที่ไม่แก่จัดจนเกินไป ต้มด้วยน้ำร้อนพอเดือด อย่าต้มนานเกินไป เพราะขิงจะเสียรสและกลิ่นไปได้

เริ่มด้วยสิ่งดีๆ ต่อสุขภาพของคุณ สดชื่นไปได้ทั้งวันเลย


ที่มา ... Never-Age.com




read more