ข้อเสนอพิเศษ ลองดู

Thursday, 9 August 2012

ขนมจีนอบแห้ง บ้านชมน้อย จากชุมชนสู่สากล

ได้ฟังข่าวจากทางโทรทัศน์ว่า นายกฯยิ่งลักษณืจะทำการฟื้นฟูส่งเสริมโอท๊อปอีกครั้ง ผมเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดี น่าจะผลักดันให้เข้าสภามากกว่ากฎหมายปรองดอง หรือแก้รัฐธรรมนูญเสียอีก และนี้คือหนึ่งรายที่ทางภาครัฐฯและราชการประจำควรสนับสนุน

'ขนมจีนอบแห้ง'บ้านชมน้อย เมนูโกอินเตอร์-การันตีโอท็อป

'ขนมจีนอบแห้ง "บ้านชมน้อย"
เมนูโกอินเตอร์-การันตีโอท็อป โดย...บุญชู ศรีไตรภพ

ชาวเมืองเลย ได้นำเอาภูมิปัญญาชาวบ้านมาผสมผสานกับวัตถุดิบในท้องถิ่นมาพัฒนา  ต่อยอดด้วยการแปรรูปผลผลิตเกิดการสร้างงานสร้างรายได้ สร้างชุมชนเข้มแข็งอีกทั้งเพิ่มความสามัคคีในชุมชนได้อย่างดี ดังเช่น กลุ่มแปรรูปผลผลิตการเกษตรบ้านชมน้อยนำโดย ป้าเพ็ญศรี แก้วสมบัติ  อยู่เลขที่ 108 หมู่ 2 บ้านชมน้อย ต.ชมเจริญ อ.ปากชม จ.เลย

ป้าเพ็ญศรี มีอาชีพทำไร่ทำสวนกับครอบครัวมาตั้งแต่เด็ก แต่ผลผลิตที่ได้ไม่คุ้มกับต้นทุน
 เพราะเก็บเกี่ยวเพียง 1 ครั้งต่อปี มีรายได้เพียงปีละครั้ง แต่รายจ่ายมีทุกวัน
กอรปกับการทำไร่ประสบกับภาวะราคาผลผลิตตกต่ำ ภัยธรรมชาติโดยเฉพาะความแห้งแล้ง

จุดเริ่มต้นของป้าเพ็ญศรี เริ่มจากไปเที่ยวตลาดพบเห็นแม่ค้าจากฝั่งลาวหิ้วอาหารแปรรูปจากพืชเกษตรข้ามมาขายในฝั่งไทยขณะเดียวกันก็มีลูกค้าให้ความสนใจซื้อหากันมาก จึงเกิดแนวคิดนำผลิตผลการเกษตรซึ่งมีอยู่มากมายในท้องถิ่นอาทิ กล้วย มะม่วง ฟักทอง ขนุน น้อยหน่า ลำไย มะไฟ
นำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์



"ปี 2539 เริ่มแปรรูปกล้วยเป็นชิ้นแรก เพราะเป็นผลไม้ที่คนไทยรู้จักดีปลูกง่าย โตเร็วให้ผลผลิต
ตลอดทั้งปี มีคุณค่าทางโภชนาการสูง โดยได้เกษตรตำบล อำเภอ เกษตรจังหวัด
สำนักงานพัฒนาชุมชน และอบต.ชมเจริญ ร่วมให้คำแนะนำ ให้ความรู้วิชาการ
ขั้นตอนการทำ มอบวัสดุอุปกรณ์การผลิต ตลอดจนด้านการตลาดด้วย" ป้าเพ็ญศรี แจง

ทว่า ไม่เฉพาะแปรรูปเป็นกล้วยฉาบ ยังมีแปรรูปเป็นกล้วยตาก กล้วยทอด กล้วยปิ้ง กล้วยอบ
กล้วยอบน้ำผึ้ง และข้าวแตนสมุนไพรกระชายดำ (ทรงเครื่อง) แรกๆ ทำกันแบบลองผิดลองถูก
ทำได้ก็ขายที่เหลือเก็บไว้กิน แจกจ่ายให้เพื่อนบ้านในชุมชน ทำแบบนี้นาน 6 ปี ต่อเมื่อปี 2546
เริ่มตั้งตัวได้ จึงตั้งเป็นกลุ่ม มีสมาชิก 14 คน มีนักวิชาการเข้ามาหยิบยื่นความรู้ให้
จึงคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ขึ้นมา ได้แก่ เส้นขนมจีนสมุนไพรอบแห้ง ที่ใช้วัตถุดิบในท้องถิ่นทั้งหมด

ทดลองตลาดได้ไม่ถึง 3 เดือน ก็ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี
โดยเฉพาะต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เส้นเหนียวนุ่ม สะอาด ถูกหลักอนามัย
ที่สำคัญปลอดสารกันบูด อีกทั้ง ราคาไม่แพง เพียงจำหน่ายในราคาถุงละ 20 บาท

"ได้รับความนิยมมาก เนื่องจากปลอดสารกันบูด ใช้สีธรรมชาติ 100% คือ สีเขียวจากใบเตย
สีม่วงดอกอัญชัน สีชมพูแก้วมังกร สีเหลืองฟักทอง ฯลฯ" ป้าเพ็ญศรี แจงด้วยความภาคภูมิใจ

ส่วนด้านการตลาดนั้น ป้าเพ็ญศรี บอกว่า นอกจากตลาดตัวเมืองเลยแล้ว
ยังมีวางจำหน่ายยังตลาด อ.ต.ก.กรุงเทพฯ ตามจังหวัดใหญ่ อาทิ จ.นครราชสีมา เชียงใหม่
อุบลราชธานี ฯลฯ และเดินสายขายในงานโอท็อป ล่าสุด มีออเดอร์จากอินเดียและสหรัฐอเมริกาด้วย

"ไม่ค่อยมีปัญหา วัตถุดิบมีเพียงพอได้จากท้องถิ่น สมาชิกปลูกกันเองด้วย ทั้งไปรับซื้อจากสวนเกษตรกร มีเกษตรกรนำมาส่งให้ถึงกลุ่ม ในราคายุติธรรม หากมีออเดอร์เข้ามา กลุ่มก็สามารถผลิตให้ทันแน่นอน" ป้าเพ็ญศรี แจงและว่า ผลิตภัณฑ์กลุ่มทุกชนิดมี อย.รับรอง และเก็บได้นานถึง 1 ปี



การรวมตัวกันแปรรูปผลผลิตการเกษตรของกลุ่ม ด้วยอาศัยความซื่อสัตย์ อดทน เพียรพยายามยึดหลักคุณธรรมบริหารจัดการ กระทั่งประสบผลสำเร็จ อีกทั้งสร้างงานสร้างรายได้จนชุมชนเกิดความเข้มแข็ง ส่งให้ผลิตภัณฑ์ข้าวแตนสมุนไพรกระชายดำ (ทรงเครื่อง) พิชิตรางวัลโอท็อปโครงการคัดสรรสุดยอดหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (โอท็อป) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือปี 2547ระดับ 4 ดาว ส่วนผู้ที่สนใจในผลิตภัณฑ์ หรือต้องการทราบรายละเอียดวิธีทำ ติดต่อได้ที่ป้าเพ็ญศรี โทร.0-4287-7231

ถ้าเจอผลิตภัณฑ์ ก็อย่าลืมอุดหนุนซักหน่อยนะครับ
-----------------------


('ขนมจีนอบแห้ง'บ้านชมน้อย เมนูโกอินเตอร์-การันตีโอท็อป โดย...บุญชู ศรีไตรภพ)
ขอขอบคุณ  http://www.nationmobi.com/2010/news_detailit_komchadluek.php?item_id=116426




read more

แกงกะหรี่ปลาทูน่า เตรียมเมนูก่อนน้ำท่วม หาง่าย ได้ประโยชน์สูง

ช่วงนี้มรสุมเริ่มเข้าประเทศไทยได้ซักระยะหนึ่งแล้ว ประเทศจีน เกาหลี 
ก็ประสบปัญหาอุทกภัย เราคนไทยก็ไม่ควรประมาท เตรียมอาหารกระป๋อง 
อาหารปห้งให้เรียบร้อย หลังจากน้ำลด ก็มาทำกัน
วันนี้ขอเสนอ แกงแบบสุขภาพ เอามากินกับเส้นขนมจีนได้อร่อยมั๊กๆ

แกงกะหรี่ปลาทูน่า 

  1. ปลาทูน่ากระป๋อง 1 กระป๋อง
  2. น้ำพริกแกงกะหรี่ 3 ช้อนโต๊ะ
  3. นมถั่วเหลือง 2 ½ ถ้วย
  4. มันฝรั่งหั่นเต๋าพอดีคำ 1 หัว
  5. พริกชี้ฟ้าแดงหั่นเฉียง 2 เม็ด
  6. น้ำปลา 3 ช้อนโต๊ะ
  7. น้ำตาลปึก 2 ช้อนโต๊ะ
  8. น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ


วิธีทำ

-  รวนน้ำพริกแกงกับน้ำมันพืชใช้ไฟปานกลาง
- ใส่นมถั่วเหลืองลงไป ปรุงรสด้วยน้ำปลาและน้ำตาลปึก คนให้เข้ากัน รอแกงเดือด
- เติมมันฝรั่งและหัวหอมใหญ่ เคี่ยวทั้งสองจนนุ่ม
- ใส่ปลาทูน่าลงไป รอจนแกงเดือด
- โรยพริกชี้ฟ้า ยกลง พร้อมเสิร์ฟ กินกับขนมจีนหรือข้าวสาวยก็ได้สุขภาพดี


สูตรจากชีวจิต













read more

ทำขนมจีนจากเส้นโซเม้ง จากคนญี่ปุ่นอยากกินขนมจีนแบบไทย

วันนี้ผมได้ความรู้ใหม่มากอีกแล้วครับ ท่านผู้ชม
เหมาะกับผู้ที่อยู่ญีุ่ปุ่น แต่ใจยังร้องหาข้าวปุ้นเป็นระยะๆ
มีคนแก้ปัญหาให้กับคุณได้แล้วครับ

ทำขนมจีนจากเส้นโซเม้ง


เกือบสิ้นเดือนตุลาคมแล้ว ว่างเว้นไปหลายสัปดาห์
ด้วยติดธุระดูหนังดูละครจากยูทูป
วันนี้เก็บของเก่ามาขาย เคยลงเอาไว้ห้อง@japan
เก็บเอามาใส่บล็อกเผื่อมีใครอยากรู้ว่าอยู่ต่างประเทศ
เมื่ออยากทานขนมจีนจะทำอย่างไร
ป้าอยู่ญี่ปุ่นก็เป็นที่รู้กันสำหรับคนไทยที่อยู่ญี่ปุ่นมานานๆ
ก็ดัดแปลงนำเส้นโซเม้งของญี่ปุ่นมาทำเป็นขนมจีน
รับประทานกับแกงเผ็ดต่างๆ
ความอร่อยไม่ต่างกันเลย   

แถมสะอาดวางใจได้

นี่คือเส้นโซเม้ง  หนึ่งกำต่อหนึ่งคน 
 
พระเอกของเราในวันนี้คือ โซเม้ง



เริ่มจากต้มน้ำให้เดือด แล้วใส่เส้นลงไป



เอาเส้นออกมาพัก



เอาลงน้ำเย็นทันที่


ตักขึ้นมาสะเด็ดน้ำ จับขึ้นมาเป็นคำๆ



ได้แล้วเส้นขนมจีน จากเส้นโซเม้ง กินกับแกงเขียวหวานไก่
ทำเอง


วิธีทำ
ใช้หม้อขนาดกลางหรือใหญ่ ใส่น้ำประมาณครึ่งหม้อ นำเส้นโซเม้งใส่ไปต้มเมื่อน้ำเดือดพล่านประมาณห้านาทีเมื่อเส้นใส เอากระชอนลองเส้นให้น้ำออกไป แล้วเปิดน้ำเย็นให้ไหลผ่านจนเส้นเย็นใสใช้มือหยิบเส้นขึ้นมา จับให้เป็นจับขนมจีน หรือจะม้วนเป็นกลมๆก็ได้ตามชอบ ทำจนหมดเส้นที่ต้มไว้ตอนนี้เราก็ได้เส้นขนมจีนเอาไว้ทานกับแกงเผ็ดต่างๆ ได้แล้ว


ขอขอบคุณคุณป้าที่ญี่ปุ่นจาก
สนใจสูตรแกงไก่ก็เข้าไปดูกันได้
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=toytokyo&month=30-10-2008&group=3&gblog=63






read more

ขนมจีนคลุก ชื่อธรรมดา แต่มงคลยิ่งยวด

ขนมจีนคลุก
ขนมจีนเส้นยาว นับเป็นอาหารมงคลอย่างหนึ่งซึ่งคนไทยนิยมปรุงถวายพระในโอกาสสำคัญ ด้วยเชื่อว่าหมายถึงชีวิตอันยืนยาว สูตรที่นำเสนอนี้คิดค้นขึ้นเพื่อให้คุณสะดวกในการปรุง แต่ยังได้อรรถรสอย่างขนมจีนน้ำยาป่าไว้ครบถ้วน โดยใช้วิธีคลุกส่วนผสมเครื่องแกงสดต่าง ๆ กับน้ำยาอย่างง่ายรับประทานคล้ายยำ แต่ละคำจึงเพลิดเพลินได้ไม่น้อย

ส่วนผสม (สำหรับ 4 ที่) เตรียม (30 นาที) ปรุง (20 นาที)
ส่วนผสมน้ำยาสำหรับคลุก

  • เนื้อปลาดุกสดแล่หนังทิ้งหั่นเป็นเต๋า 4 ถ้วย
  • น้ำปลาร้า ½ ถ้วย
  • พริกชี้ฟ้าแห้งเม็ดใหญ่
    กรีดเอาเมล็ดออกแช่น้ำจนนิ่ม 5 เม็ด
  • ข่าหั่นเป็นแว่นบางแล้วนำไปย่างจนหอม 2-3 แว่น
  • น้ำเปล่า 6 ถ้วย



ส่วนผสมเครื่องคลุก
  • เส้นขนมจีน ½ กิโลกรัม
  • กระชายซอย 2 ถ้วย
  • ผักชีลาวซอย 2 ถ้วย
  • หอมเล็กซอย 1 ถ้วย
  • ใบสะระแหน่ 1 ถ้วย
  • ถั่วงอกดิบ 2 ถ้วย
  • ตะไคร้ซอย 1 ถ้วย
  • ต้นหอมซอย 1 ถ้วย
  • ไข่ต้มผ่าสี่ส่วน 4 ฟอง
  • พริกขี้หนูซอยตามชอบ
  • ใบมะกรูดซอยตามชอบ

วิธีทำ

1.ทำส่วนผสมน้ำยาสำหรับคลุกโดยตำพริกชี้ฟ้าแห้งและข่ารวมกันให้ละเอียดพักไว้ ผสมน้ำเปล่าและน้ำปลาร้ารวมกันในหม้อ ยกขึ้นตั้งไฟให้เดือด ใส่ส่วนผสมที่โขลกไว้ลงไปละลาย แล้วใส่เนื้อปลาดุก ต้มจนปลาสุก ปิดไฟพักไว้

2.จัดเครื่องคลุกทุกอย่างเว้นไข่ต้มใส่ชามสำหรับคลุก ตักส่วนผสมในข้อ 1 ใส่ลงไป แล้วใช้ทัพพีคลุกส่วนผสมให้เข้ากัน ตักใส่จานวางไข่ต้มเคียงด้านข้าง จัดเข้าสำรับเตรียมถวายพระ



ข้อมูลจาก http://www.healthandcuisine.com


read more

มัสมั่นอาหารไทยอันดับหนึ่งของโลก แต่สูตรนี้ ชีวจิตระดับต้นครับ



มัสมั่นแกงแก้วตา          หอมยี่หร่ารสร้อนแรง 


ชายใดได้กลืนแกง            แรงอยากให้ใฝ่ฝันหา 

หลายคนอาจจะชอบรับประทานมัสมั่น พึ่งได้รับการจัด เพราะว่ามันมีคุณค่า ที่ได้มาจากโอเมก้า 3 ช่วยในการ
บำรุงสมอง แถมยังมีคอลลาเจน ที่ช่วยในการบำรุงผิวพรรณ ซึ่งเมนูนี้ ก็จะมีสับปะรด เพื่อนำมาเติม คุณค่า
ทางด้านอาหาร รวมทั้งเสน่ห์ เพื่อที่จะให้มีรสชาติที่อร่อย ซึ่งก็จะทำให้หลายคนนั้น มีการติดอกติดใจด้วย 





มัสมั่นสับปะรด(สูตรจากชีวจิต)


  1. พริกแกงมัสมั่น ¼ ถ้วย
  2. สับปะรดหั่นลูกเต๋าใหญ่ ¼ หัว
  3. มันเทศต้มหั่นเต๋า 1 ถ้วย
  4. ฟักทองต้มหั่นลูกเต๋า 1 ถ้วย
  5. ปลากะพงหั่นหนา 3 ขีด
  6. เต้าหู้พวง 10 ชิ้น
  7. ถั่วลิสงคั่ว ¼ ถ้วย
  8. น้ำเต้าหู้(ใช้แทนกะทิ) 3 ถ้วย
  9. น้ำ 1 ½ ถ้วย
  10. น้ำมันพืช 3 ช้อนชา
  11. เกลือ 2 ช้อนชา
  12. น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
  13. น้ำตาลปึก 5 ช้อนโต๊ะ
  14. น้ำมะขามเปียก 6 ช้อนโต๊ะ









ขั้นตอนการทำ

1.รวนน้ำพริกแกงกับน้ำมันจนหอม ใส่เนื้อปลา ผัดคลุกเคล้า ให้เข้ากับน้ำพริกแกงผัดต่อจนเนื้อปลาเริ่มสุก

2.ใส่น้ำเต้าหู้และเติมน้ำคนให้เข้ากับ รอจนเดือด
3.ใส่เต้าหู้พวงและสับปะรด เคี่ยวสักครู่ ให้น้ำแกงซึมเข้าเนื้อสับปะรด
4.ปรุงด้วยเกลือ,น้ำปลา,น้ำตาลปึก ค่อยๆเติมน้ำมะขามเปียก ชิมรสตามใจชอบแล้ว ใส่ถั่วลิสงคั่ว
5.ใส่มันเทศและฟักทองเคี่ยวต่อสักครู่ ปิดไฟ ยกลงจากเตา เสิร์ฟได้เลย



หมายเหตุ เลือกสับปะรด เปรี้ยวอมหวาน จะดีที่สุด,รวนเครื่องแกงกับปลาก่อน ทำให้แกงไม่มีกลิ่นคาวเพราะเครื่องแกงช่วยดับกลิ่น,ใช้เห็ดหรือกุ้งแทนเนื้อก็ได้





ขอบคุณสูตรจากหนังสือ ชีวจิต











read more

พบสารพัดเชื้อโรค ใน "เส้นขนมจีน" หวั่นไม่ปลอดภัย พ.ศ.2551

ช่วงนี้หน้าฝน อาหารการกินอะไรก็เริ่มหาลำบาก โดยเฉพาะขนมจีน ขนมจีนในบ้านเรา มีหลายยี่ห้อ
โดยเฉพาะขนมจีนเส้นหมัก แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยได้มาตราฐาน คน ไทยก็ไม่ได้ให้ความสนใจเท่าไหร่ ยังไงก็ขอให้ดูให้ดีก่อนรับประทานนะครับ

พบสารพัดเชื้อโรค ใน "เส้นขนมจีน" หวั่นไม่ปลอดภัย


อย.เผยเตรียมยกระดับ เข้าสู่มาตรฐานจีเอ็มพี

          อย.เผยผลสำรวจโรงงานผลิตขนมจีนทั่วประเทศ ส่วนใหญ่ตกเกณฑ์ได้คะแนนมาตรบาน อีเอ็มพีแค่ 20-29 เผยตรวจ 77 แห่ง พบสารพัดเชื้อโรคที่ทำให้ท้องเสีย ชี้ขั้นตอนมีปัญหาปนเปื้อนอยู่ที่น้ำและการผลิต ส่วนตัวแป้งหมักไม่มีปัญหาเพราะมีความเป็นกรดสูง เตรียมดันเข้าเกณฑ์จีเอ็มพีภายใน 3 ปีเหมือนก๋วยเตี๋ยว




เชื้อโรค มักแอบซ่อนในทุกที่ ต้องระวัง


ในการประชุมวิชาการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ประจำปี 2551 น.ส.ทิพย์วรรณ ปริญญาศิริ ผอ.กองอาหาร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยถึงผลการสำรวจการผลิตขนมจีน
เพื่อบังคับใช้มาตรฐานจีเอ็มพี ว่าพบเชื้อจุลินทรีย์ดัชนีที่บ่งชี้ถึงการผลิตที่ไม่ถูกสุขลักษณะ

ทั้งนี้เป็นผลจากการสำรวจสถานที่ผลิตขนมจีน 77 แห่งทั่วประเทศระหว่าง ม.ค.-พ.ค.2551 ในจำนวนนี้
มีสถานที่ผลิตที่เข้าข่ายโรงงาน 45 แห่ง หรือ 57.14% ไม่มีการขออนุญาตสถานที่ผลิตได้ถูกต้อง
ตามกฎหมาย 36 แห่ง คิดเป็น 80% โดยมีสถานที่ผลิตไม่เข้าข่ายโรงงาน 32 แห่ง


ทั้งนี้มีการผลิตมากกว่า 500 กก.ต่อวัน 18 แห่ง หรือ 23.38% ผลิต 400-499 กก.ต่อวัน
5 แห่ง หรือ 6.49% ผลิต 300-399 กก.ต่อวัน 6 แห่ง
หรือ 7.79% ผลิต 200-299 กก.ต่อวัน 17 แห่ง หรือ 22.08% ผลิต 100-199 กก.ต่อวัน 16 แห่ง
หรือ 20.78% และผลิตน้อยกว่า 100 กก.ต่อวัน 15 ผลิตน้อยกว่า 100 กก.ต่อวัน 15 แห่ง หรือ 19.48%

ทั้งนี้การผลิตเส้นขนมจีนแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ชนิดเส้นแป้งสดและแป้งหมัก
โดยมีกระบวนการผลิตที่ใกล้เคียงกันแต่มีความแตกต่างกันเฉพาะระยะเวลาหลังการโม่แป้ง
และทิ้งตกตะกอน โดยแป้งหมักจะทิ้งไว้แค่ 1-3 วัน ส่วนแป้งสดไม่ต้องทิ้งไว้
แต่ปัจจุบันมีการใช้แป้งสำเร็จรูปแทนการใช้ข้าวจำนวน 39 แห่ง หรือคิดเป็น 50.56%

น.ส.ทิพย์วรรณ กล่าวต่อว่า แม้ว่าขณะนี้กฎหมายจะยังไม่กำหนดให้โรงงานผลิตขนมจีน
ต้องมีจีเอ็มพี แต่จากผลการตรวจประเมินสถานที่ผลิต พบว่าไม่มีสถานที่ใดเลยที่ผ่านการประเมินจีเอ็มพี ส่วนใหญ่มีคะแนนจีเอ็มพีอยู่ที่ 20-29.99 คะแนนจำนวน 36 แห่ง คิดเป็น 46.75% และสถานที่ผลิต
ทุกแห่งพบข้อบกพร่องรุนแรง โดยเฉพาะน้ำที่ใช้ในการผลิตตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข

และจากการตรวจวิเคราะห์ด้านเคมีขนมจีนพบการใช้วัตถุกันเสียเกินมาตรฐานจำนวน 1 แห่ง 1 ตัวอย่าง

ซึ่งพบในปริมาณ 1,309.98 มก.กรัมต่อ กก. และพบการใช้วัตถุกันเสียที่มีการอนุญาต
ตามกฎหมาย 32 ตัวอย่างคิดเป็น 41.56% โดยมีปริมาณอยู่ที่ 10-747 มก.ต่อ กก.
นอกจากนี้จากการตรวจวิเคราะห์ด้านจุลินทรีย์พบขนมจีนไม่ผ่านเกณฑ์ 10 ตัวอย่าง
จำแนกตามจุลินทรีย์ที่พบ คือ คอลิฟอร์ม 4 ตัวอย่าง อีโคไล 2 ตัวอย่าง
สเตปไฟต์โตคอคคัสออเรียส 1 ตัวอย่าง และบาซิเรียส ครูซ 1 ตัวอย่าง

สำหรับการปนเปื้อนนั้นพบว่าใน 77 สถานที่ผลิต พบปัญหาปนเปื้อนของเชื้อคอลิฟอร์มในน้ำ
ที่ใช้ผลิตถึง 40 แห่งหรือ 51.95% และพบปนเปื้อนอิโคไล 19 แห่ง หรือ 24.68%
และการสำรวจมือพนักงานผลิตจาก 83 ตัวอย่างพบเชื้อคอลิฟอร์ม 49 ตัวอย่าง หรือ 59.03%
เชื้ออีโคไล 10 ตัวอย่าง หรือ 12.04%

อีโคไล ภาพกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน กำลังขยาย 10,000 เท่า

น.ส.ทิพย์วรรณ กล่าวว่าอย่างไรก็ตามแม้ว่าเส้นขนมจีนจะมีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนจุลินทรีย์ต่ำ เนื่องจากเป็นการหมักด้วยแป้ง ทำให้เกิดกรด เชื้อไม่เจริญเติบโตได้ แต่ยังมีความจำเป็น
ที่ผู้ผลิตต้องปรับปรุงสุขลักษณะการผลิตให้ได้มาตรฐานเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความไม่ปลอดภัย
ในการบริโภค 


ดังนั้น ทางอย.จึงเตรียมเดินหน้าโครงการยกระดับการผลิตควบคู่กับการยกระดับผลิตเส้นก๋วยเตี๋ยว
โดยตั้งเป้าไว้ภายใน 2-3 ปี จะต้องสู่มาตรฐานจีเอ็มพีทั้งหมดเน้นปรับปรุงสถานที่ผลิตเครื่องจักร ควบคุมกระบวนการผลิตไม่ให้เกิดการปนเปื้อนและต้องให้ความรู้ผู้ผลิตในเรื่องสุขลักษณะรวมทั้ง
การใช้สารเคมีวัตถุกันเสียเพื่อให้ผู้บริโภคมีความปลอดภัยยิ่งขึ้น



 ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์






read more

อีโคไล มารู้จักกับ เชื้ออีโคไล


อีโคไล (E. coli) หรือมีชื่อเต็มๆ ว่า  Escherichia coli (เอสเชอริเชีย โคไล) เป็นแบคทีเรียในกลุ่มโคลิฟอร์ม เป็นตัวชี้การปนเปื้อนของอุจจาระในน้ำ มีอยู่ตามธรรมชาติในลำไส้ใหญ่ของสัตว์และมนุษย์

แบคทีเรียชนิดนี้ทำให้เกิดอาการท้องเสียบ่อยที่สุด ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ ทำให้ถ่ายอุจจาระเหลว หรือเป็นน้ำ แต่อาการมักไม่รุนแรง เพราะทั้งเด็ก และผู้ใหญ่มักมีภูมิต้านทานอยู่บ้างแล้ว เนื่องจาก ได้รับเชื้อนี้เข้าไปทีละน้อยอยู่เรื่อยๆ เชื้อนี้มักปนเปื้อนมากับอาหาร น้ำ หรือ มือของผู้ประกอบอาหาร ปกติเชื้อเหล่านี้อาจพบในอุจจาระได้อยู่แล้วแม้จะไม่มีอาการอะไร

เชื้ออีโคไล แพร่สู่คนได้อย่างไร
เชื่อแบคทีเรียอีโคไลจะแพร่สู่คนได้จากการรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ปนเปื้อนอยู่ ซึ่งเชื้อชนิดนี้มักจะปนเปื้อนอยู่ในอาหารที่ได้รับการปรุงไม่ถูกสุขลักษณะ

อาการของผู้ได้รับเชื้ออีโคไล
จะพบอาการแต่เริ่มท้องร่วงเล็กน้อย จนกระทั่งเกิดภาวะลำไส้อักเสบและมีอาการเลือดออกไม่หยุด เกิดอาการปวดท้องอย่างรุนแรงและพบเลือดปนกับอุจจาระ

ระยะฟักตัวของเชื้ออีโคไล
ระยะฟักตัวของเชื้ออีโคไลอยู่ที่ประมาณ 3-8 วัน และจะปรากฏอาการในช่วง 3-4 วันหลังการได้รับเชื้อ แม้ว่าผู้ได้รับเชื้อจะสามารถนำเชื้อชนิดนี้ออกจากร่างกายได้ภายใน 1 สัปดาห์ แต่เชื้อส่วนที่หลงเหลือเพียงเล็กน้อยยังสามารถทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ได้ เช่นเกิดภาวะไตเสื่อม ซึ่งเกิดจากเซลล์เม็ดเลือดแดงถูกทำลาย

อีโคไล ภาพกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน กำลังขยาย 10,000 เท่า



ผู้เสี่ยงได้รับเชื้ออีโคไล
เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ จะเป็นผู้มีความเสี่ยงที่จะได้รับเชื้ออีโคไลมากที่สุด เนื่องจากร่างกายของคนกลุ่มนี้จะมีความสามารถในการต้านทานเชื้อได้น้อยกว่าคนทั่วไป

การป้องกันและรักษาเมื่อได้รับเชื้ออีโคไล
ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการรักษาอาการที่เกิดจากการได้รับเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้โดยตรง ผู้ป่วยสามารถรับประทานยาแก้ปวดท้องได้ในเบื้องต้น แต่ไม่ควรรับประทานยาแก้ปวดกลุ่มสเตอรอยด์ เช่นยาแอสไพริน เพราะยากลุ่มนี้จะมีผลทำลายไตของผู้รับประทาน นอกจากนี้เพื่อเป็นการป้องกันการได้รับเชื้อ ควรหลีกเลี่ยงการดื่มชา กาแฟ เครื่องดื่มบรรจุกระป๋องและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์






read more

รู้จักกับแบคทีเรียโคลิฟอร์ม


แบคทีเรียโคลิฟอร์ม หมายถึงกลุ่มของแบคทีเรียในวงศ์ Enterobacteriaceae ที่มีรูปร่างท่อนสั้น ติดสีแกรมลบ ไม่สร้างสปอร์ เป็นพวกที่ไม่ต้องการอากาศ หรือ Facultative anaerobe สามารถหมักน้ำตาลแลคโตสให้กรด และแก็สได้ภายใน 48 ชั่วโมงที่อุณหภูมิ 35 องศาเซลเซียส ตัวอย่างแบคทีเรียในกลุ่มนี้ได้แก่ Escherichia coli ซึ่งโดยปกติมักพบอยู่ในทางเดินอาหารสัตว์ เลือดอุ่น และของคน ฉะนั้นจะมากในอุจจาระ และ แบคทีเรียจีนัส Enterobacter ซึ่งนอกจากในอุจจาระ แล้วยังสามารถพบได้ในดิน และปนเปื้อนมากับพืชผักต่างๆ หรืออยู่ในผลิตภัณฑ์อาหารที่ไม่มีสุขลักษณะในการผลิต ดังนั้นการตรวจพบจุลินทรยีในกลุ่มนี้จึงถึงได้ว่าการปนเปื้อนมาของอุจจาระ อาจนำซึ่งจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรคได้ แต่โดยปกติคนสามารถต้านทานจุลินทรีย์กลุ่ม นี้ได้ดี เว้นมีการกระตุ้นการเชื้อปกติในทางเดินอาหารให้สามารถก่อโรคได้ เช่น พวกไวรัส ดังนั้น การผลิตอาหาร หรือ น้ำดื่ม จึงจะต้องมีการตรวจสอบจุลินทรีย์ ว่ามีอยู่ในปริมาณเท่าใด มีอันตรายหรือไม่ และบางประเทศจะไม่รับซื้อสินค้าหากตรวจพบ



คุณสมบัติของโคลิฟอร์มแบคทีเรีย มีดังนี้ คือ

1. รูปร่างเป็นท่อนเล็ก ๆ (rod shape) ไม่มีสปอร์ (non-spore forming)

2. ย้อมสีแกรมไม่ติด เป็นพวกแกรมลบ (gram negative)

 3. โคลิฟอร์ม สามารถย่อยพวกแล็กโทส (lactose) ให้เกิดกรดและก๊าซ เมื่อเอาไปอบที่อุณหภูมิ 35 องศา
เวลา 24 ชั่วโมง หรือ 48 ชั่วโมง

 4. โคลิฟอร์ม สามารถเจริญเติบโตได้ในสภาพที่มีอากาศ (aerobic) และไม่มีอากาศ (anaerobic)
จึงนับแบคทีเรียพวกนี้เป็นแฟคคัลเตตีฟ (facultative anaerobes)

 5. โคลิฟอร์ม สามารถทำให้เกิดก๊าซจากอาหารเหลวบริลเลียนกรีนแล็กโทส ไบล์บรอธ
(Briliant Green Lactose Bile broth) ที่อุณหภูมิ 35 องศา. ภายในเวลา 48 ชั่วโมง หรือเร็วกว่านั้น

 6. โคลิฟอร์ม สามารถเจริญเติบโตในอาหารแข็ง อีเอ็มบี
(EMB, Eosine Methylene Blue Agar) ที่ 35 องศา ในเวลา 24 ชั่วโมง
read more

มัสมั่นทูน่า

แล้วรู้กันหรือเปล่าคะว่า เสน่ห์ปลายจวักของอาจารย์สาทิสนั่นได้แต่ใดมา คำตอบก็คือ
คุณแม่(นางเชย อินทรกำแหง)ของท่านนั่นเองค่ะ
เมนู “มัสมั่นทูน่า”ในฉบับนี้ก็เป็นสูตรเด็ดเคล็ดลับของคุณแม่อาจารย์ซึ่งคนสวยชิม
แล้วติดอกติดใจจนต้องนำมาทำให้คุณผู้อ่านได้ทำกัน
ความแปลกแต่อร่อยของเมนูนี้อยู่ที่ การใส่หอมเล็กทอดลงไป
ซึ่งช่วยเพิ่มกลิ่นน้ำแกงให้หอมขึ้น นอกจากนี้ หอมเล็กยังมีสรรพคุณช่วยแก้หวัด
คัดจมูกอีกด้วย
ไม่ลองไม่รู้นะจ๊ะ

ส่วนผสม

ทูน่าในน้ำเกลือ (เฉพาะเนื้อปลา) 1 ถ้วย (ประมาณ 1 กระป๋อง)
มันฝรั่งหั่นชิ้นพอคำต้มสุก 2-3 หัว
น้ำพริกแกงมัสมั่น ¼ ถ้วย
(สืบค้นสูตน้ำพริกมัสมั่นในคอลัมน์ครัวชีวจิต ฉบับ 290 วันที่ 1 พฤศจิกายน 2553)
หอมเล็กทอด 7-8 หัว
น้ำมันมะกอก 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำเต้าหู้ 3 ถ้วย
น้ำตาลปี๊บ ¼ ถ้วย
น้ำปลา 3 ช้อนโต๊ะ
น้ำมะขามเปียก 3 ช้อนโต๊ะ
ถั่งลิสงคั่ว ½ ถ้วย



วิธีทำ

1.ผัดน้ำพริกแกงมัสมั่นกับน้ำมะกอกจนหอม
2.ใส่หอมเล็กทอด และมันฝรั่ง ลงไป ผัดให้เข้ากัน
3.ใส่น้ำเต้าหู้ ปรุงรสด้วยน้ำตาลปี๊บ น้ำปลา และน้ำมะขามเปียก คนให้เข้ากัน
4.ใส่ถั่วลิสงและปลาทูน่า ลงไป เคี่ยวต่อด้วยไฟปานกลาง จนน้ำแกงซึมเข้าเนื้อปลา ปิดไฟ ตักใส่ถ้วย เสิร์ฟ พร้อมอาจาด

ส่วนผสม อาจาด

แตงกวาหั่นเป็นชิ้นเล็กบาง 3 ลูก
แครอทหั่นเป็นชิ้นเล็กบาง 1/2 หัว
หอมเล็กซอยหยาบ 3 หัว
พริกชี้ฟ้า เขียว เหลือง แดง ซอยหยาบ อย่างละ 1 เม็ด
น้ำตาลทรายแดง ½ ถ้วย
น้ำส้มสายชู 2 ช้อนโต๊ะ
เกลือป่น 11/2 ช้อนชา

วิธีทำ
1.เคี่ยวน้ำส้มสายชู น้ำตาลทรายแดง และเกลือป่นเข้าด้วยกันจนส่วนผสมละลาย ตั้งทิ้งไว้ให้เย็น
2.ใส่ผักทุกชนิดลงในถ้วย ราดน้ำอาจาดลงบนผัก นำไปแช่เย็น จะทำให้ผักกรอบยิ่งขึ้น

Tip
ไม่ควรใส่เนื้อปลาลงไปผัดกับพริกแกงมัสมั่นเพราะจะทำให้เนื้อปลาเละ








read more